การเมือง แค่ที่พระควรจะพูด (108)
ทําไมจึงเรียกว่าเป็นการ “บูชาคุณ”?
“บูชา” นั้นแปลว่า การยกย่อง เทิดทูน ให้เกียรติ อย่างน้อยก็เป็นการแสดงน้ำใจเคารพนับถือ
หมายความว่า คนที่มีชีวิตอยู่นี้ มีน้ำใจ เมื่อระลึกถึงคนที่ล่วงลับไปแล้ว ก็ไม่ทอดทิ้งนิ่งเฉย แต่ช่วยกันขวนขวายจัดพิธี หรือทำการที่เป็นการประกาศยกย่องเชิดชูคุณความดีของท่านผู้ล่วงลับไปแล้วนั้นให้ปรากฏ
การที่เรามาทำบุญอย่างนี้ เท่ากับเป็นการบอกแจ้งให้ผู้อื่นหรือผู้คนทั้งหลายรู้ว่าคนที่ล่วงลับไปแล้วนี้ จะต้องมีความดีที่ได้ทำไว้ต่อเราโดยส่วนตัวก็ตาม ต่อส่วนรวมก็ตาม เราเห็นคุณความดีของเขาแล้ว จึงมาขวนขวายทำการแสดงออก ถ้าคนที่สิ้นชีวิตไปนั้นไม่มีความดีคงอยู่ในจิตสำนึกของผู้ใดเลย แล้วจะมีใครมาระลึกถึงและทำอะไรให้ก็อาจจะล่วงลับหายสูญไปเปล่า
อันนี้คือการที่เราไม่ได้ทอดทิ้งท่านที่จากไป แต่มีน้ำใจระลึกถึงความดีของท่านจึงได้มาทำพิธีอย่างนี้
เป็นอันว่า การทำพิธีอุทิศกุศลนี้ เป็นการประกาศเกียรติคุณของท่านที่ล่วงลับไปแล้ว โดยบอกให้รู้ว่าท่านผู้นี้เป็นญาติเป็นมิตรของข้าพเจ้า หรือเป็นผู้มีคุณความดีที่เคยทำไว้ต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าระลึกถึง จึงได้มาแสดงออก
ยิ่งถ้าเป็นคนที่ได้ทำความดีมีคุณค่าเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม การทำพิธีอุทิศกุศลนี้ก็เป็นการบูชาเทิดทูนและยกย่องเชิดชูให้ปรากฏ เพื่อเป็นแบบอย่างต่อไปภายหน้า เพื่ออนุชนหรือคนอื่นที่เกิดตามมาจะได้ระลึกถึง แล้วชวนกันทำความดีอย่างนั้นต่อไป
ประการที่ 4 เป็นการถวายกำลังหรือให้กำลังแก่พระสงฆ์ ผู้ทำหน้าที่ประกาศธรรม สืบต่ออายุพระศาสนา
ในเวลาที่ญาติโยมทำบุญอุทิศกุศลกันนั้น ก็มาเลี้ยงพระถวายภัตตาหารเป็นต้นตลอดจนถวายวัตถุสิ่งของแก่พระสงฆ์ ดังที่เรียกว่าถวายไทยธรรม หรือถวายปัจจัย 4
พระสงฆ์นั้นอยู่ได้ด้วยอาศัยปัจจัย 4 ที่ญาติโยมถวาย แล้วก็มีชีวิต และมีกำลังที่จะปฏิบัติศาสนกิจ คือทำหน้าที่ของท่าน ซึ่งเป็นกิจการงานทางพระศาสนา ที่จะทำให้พระศาสนาอยู่ได้ โดยเฉพาะที่สำคัญยิ่ง คือการศึกษาเล่าเรียนและเผยแผ่ประกาศธรรม ให้ประชาชนรู้เข้าใจความจริงและความถูกต้องดีงามทั้งหลาย สั่งสอนคนให้รักษาธรรม ทำความดีกันสืบต่อไป รวมทั้งความดีอย่างที่ผู้ล่วงลับได้ทำไว้ ที่เรามาทำพิธียกย่องบูชากันอยู่นี้ จนในที่สุดก็คือ เพื่อประโยชน์สุขแก่ชีวิตและสังคมทั้งหมด
เมื่อญาติโยมมาทำบุญ ช่วยถวายกำลังแก่พระสงฆ์ให้ท่านสามารถทำศาสนกิจอย่างนี้ ก็เป็นการบำรุงพระศาสนาและรักษาธรรมไปด้วย ญาติโยมที่มาทำบุญจึงชื่อว่าได้มีส่วนร่วมในการสืบต่ออายุพระศาสนา และดำรงรักษาธรรมสืบต่อไป
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)