แบงก์ชาติชี้กำลังซื้อผู้บริโภคยังอ่อนแอ หลังค่าครองชีพพุ่งไม่หยุด ราคาสินค้า- ค่าขนส่งขยับเพิ่มต่อเนื่อง แถมมาตรการกระตุ้นการบริโภคภาครัฐหมดซ้ำเติม กดดันการฟื้นตัวของธุรกิจค้าปลีก คาดความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอนาคตปรับลดลง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีก (Retailer Sentment Index : RSI) ประจำเดือนพ.ค.2565 ทั้งภาวะปัจจุบันและในระยะ 3 เดือนข้างหน้า พบว่าปรับลดลงจากภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น แม้ ผู้บริโภคจะคลายกังวลการแพร่ระบาดโควิด-19 แต่มีการขึ้นราคาสินค้าหลายรายการตามต้นทุน และค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ขณะที่มาตรการกระตุ้นการบริโภคภาครัฐหมดลง ซ้ำเติมกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ และกดดันการฟื้นตัวของธุรกิจค้าปลีก
โดยความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการประเภทห้างสรรพสินค้า ร้านไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านอาหารปรับดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สอดคล้องกับความเชื่อมั่นต่อยอดขายสาขาเดิม (SSSG) และความถี่ของผู้ใช้บริการ (Frequency) ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ยอดการใช้จ่ายต่อครั้ง (Spending per bill) ปรับลดลง เพราะผู้บริโภคคลายความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาด จึงเริ่มออกมาใช้จ่ายเพื่อการบริโภค ลดการประกอบอาหารในบ้าน ท่องเที่ยวและทำกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น อย่างไรก็ดี ราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้นกดดันการฟื้นตัวกำลังซื้อผู้บริโภค
ส่วนการประเมินการใช้จ่ายของผู้บริโภค พบว่ามีแนวโน้มใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนจากภาวะราคาสินค้าหลายหมวดที่แพงขึ้น เช่น หมวดสินค้าจำเป็น และผู้บริโภคออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น ทั้งการท่องเที่ยว การกลับเข้าทำงานที่บริษัท และการเปิดภาคการศึกษา
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือนพ.ค.2565 ปรับดีขึ้นมาอยู่ที่ 49.3 จากระดับ 48.2 เดือนเม.ย.2565 จากการเพิ่มขึ้นในเกือบทุกองค์ประกอบ นำโดยด้านการผลิต ผลประกอบการ และคำสั่งซื้อที่ปรับเพิ่มขึ้นตามนโยบายการเปิดประเทศที่ผ่อนคลายขึ้น และประชาชนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตตามปกติมากขึ้น
ความเชื่อมั่นด้านต้นทุนปรับลดลงมาก และต่ำสุดนับแต่ปี 2551 ตามราคาพลังงาน และวัตถุดิบที่ทรงตัวสูง รวมทั้งการยกเลิกตรึงราคาน้ำมันดีเซลในเดือนนี้ ทำให้ค่าขนส่งและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทยอยปรับขึ้น กดดันให้ความเชื่อมั่นโดยรวมของเกือบทุกธุรกิจในภาคที่ไม่ใช่การผลิตดีขึ้นได้ไม่มาก ยกเว้นกลุ่มค้าส่ง ที่คำสั่งซื้อและปริมาณการค้าปรับเพิ่มขึ้น คาดว่าเป็นการซื้อเพิ่มเพื่อให้ได้ราคาถูกลง และสะสมสต๊อกหรือเพื่อล็อกต้นทุน
โดยในอีก 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ปรับลดลงจาก 54.1 ในเดือนก่อน มาอยู่ที่ 52.4 จากการลดลงในทุกองค์ประกอบ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นด้านต้นทุน โดยระดับความเชื่อมั่นลดลงทั้งในภาคการผลิตและภาคที่มิใช่การผลิต