อ่านธรรมนำสู่การสร้างชาติ

ฝึกจิต

คงไม่ถือว่าเกินเลยไป หากจะบอก “การอ่านหนังสือ” คือ หนึ่งในขุมพลังอันยิ่งใหญ่ของ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีที่ได้รับฉายาว่า ‘แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี’ และเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ คนล่าสุดซึ่งสร้างปรากฏการณ์ได้รับคะแนนเสียงถล่มทลายให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนทั้งประเทศ

เพราะคุณชัชชาติได้กล่าวว่า “ชีวิตผมมีวันนี้ได้ ก็เพราะเรื่องการอ่าน การอ่านเป็นการเพิ่มวิธีคิด”

การอ่านหนังสือ เป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตของผู้ต้องการประสบความสำเร็จเสมอมา ในปัจจุบันแม้งานหนังสือ สิ่งตีพิมพ์ นิตยสาร กำลังอยู่ในช่วงขาลงแบบดำดิ่ง สำนักพิมพ์ชื่อดังจำนวนมากที่อยู่มาหลายสิบปีจนแทบกลายเป็นตำนาน ต่างทยอยปิดตัวลงไปอย่างน่าใจหาย เพราะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย เช่น หนังสืออิเล็คทรอนิกส์ หรือ e-books ที่สามารถยัดใส่ในแท็บเล็ต ได้ร้อยพันเรื่องโดยมีขนาดเพียงแค่ฝ่ามือเดียว หรือ สื่อออนไลน์ ที่มาแรงแซงสื่อสิ่งพิมพ์ไวยิ่งกว่าความเร็วแสง ด้วยความสะดวกสบายหลายประการ จึงดึงดูดคนส่วนใหญ่ให้เปลี่ยนพฤติกรรมจากการพลิกหน้ากระดาษเป็นเขี่ยหน้าจอ จนทำเอาสื่อสิ่งพิมพ์ต้องถึงกาลล่มสลาย

นักวิเคราะห์และสำนักโพลจำนวนมาก ต่างยืนยันด้วยผลเดียวกันว่า ยุคของสื่อกระดาษต้องจบลงในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน

แต่!! สำหรับอินเดีย เมืองส่งออกศาสนาและปรัชญา กลับมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะคนอินเดียมากมายยังคงนิยมบริโภคสื่อสิ่งตีพิมพ์ ยังชอบอ่านหนังสือกระดาษ ทั้งที่เทคโนโลยีของอินเดียก็มิได้น้อย หน้าใครในโลก แต่ผู้คนจำนวนมากกลับไม่ถูกกระแสของโลกดูดกลืนจุดเด่นของตนเองไป

เพราะ “หนังสือ” คือ นโยบายสร้างชาติของประเทศอินเดีย และ “การอ่านหนังสือ” คือ พฤติกรรมความเป็นปกติในชีวิตประจำวันของคนอินเดีย

ตั้งแต่อินเดียได้รับเอกราชคืนจากอังกฤษ ท่านศรี เยาวหราล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรก ก็เริ่มประกาศสนับสนุนการอ่านหนังสืออย่างจริงจัง มีการจัดตั้งองค์กร National Book Trust คือ สถาบันหนังสือแห่งชาติของอินเดีย ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2500 ซึ่งปัจจุบันสถาบันนี้ได้กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ เพื่อจัดหาหนังสือดีๆ ให้ประชาชนสามารถซื้อในราคาถูกเหลือแสน ทั้งยังรวบรวมความรู้ ภูมิปัญญา ของนักปราชญ์อินเดียมากมาย มาใส่ลงหนังสือให้คนอินเดียทุกระดับชั้นมีโอกาสได้เป็นเจ้าของ ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลยังทุ่มทุนสร้างด้วยการเทงบสนับสนุนสู่สำนักพิมพ์มากถึง 50% และ ให้เงินทุนส่งเสริมนักเขียนและนักแปลอีก 20%

เพราะอินเดียสร้างคนด้วย “หนังสือราคาถูก” และสนับสนุนอย่างเต็มที่ทุกวิถีทางมาโดยตลอด ทั้งยังมีแผนระยะยาวไปถึงอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าว่า เยาวชน กับ หนังสือ จะต้องใกล้ชิดกันให้มากยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก ด้วยเหตุนี้เอง หนังสือกับคนอินเดียจึงผูกพันกันอย่างแนบสนิทจนหารอยตะเข็บไม่เจอ ทำให้สื่อออนไลน์ที่แผลงฤทธิ์ไปทั่วโลก ยังไม่อาจแทรกแซงเข้าสู่หัวใจคนอินเดียได้จนถึงขณะนี้

เวลาผู้เขียนมีโอกาสไปร้านหนังสือ ใกล้แม่น้ำคงคา ที่เมืองพาราณสี จะมองดู Text book จนละลานตาไปหมด เพราะในร้านถูกอัดแน่นด้วยหนังสือชั้นดีจากทั่วทุกมุมโลกในราคาที่สามารถเหมาร้านได้แบบสบายกระเป๋าสตางค์ หนังสือก็มีทุกประเภท ทั้งศาสนา ปรัชญา วรรณกรรม วิทยาศาสตร์ โหราศาสตร์ ความรู้ทั่วไป ความรู้เฉพาะทาง ฯลฯ โดยผู้ขายก็จะถามคำถามซ้ำๆ อยู่เป็นประจำด้วยวลีว่า “วันนี้คุณอ่านหนังสืออะไร?” จึงถามกลับไปว่า ทำไมต้องถามแบบนี้ทุกครั้ง ผู้ขายจึงตอบกลับมาอย่างภาคภูมิใจว่า เพราะวลีนี้ คือ การรณรงค์ให้คนอินเดียตระหนักถึงความสำคัญของ “การอ่าน” และ การอ่าน คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศอินเดียเจริญก้าวหน้ามาอย่างรวดเร็ว

กระบวนการอ่านหนังสือสร้างชาติของคนอินเดียนี้ คือ สาระที่ตกผลึกมาจากธรรมะของพระพุทธเจ้า ซึ่งซึมซาบผ่านกาลเวลามานับพันปี จนถึงสมัยท่านนายกเนห์รู ที่มีใจโน้มเข้าหาหลักธรรมในพระพุทธศาสนา จึงเล็งเห็นประโยชน์แห่งการยกระดับชนชาติด้วย “หลักการแห่งความเป็นปราชญ์” อันประกอบด้วย

1. สุตตะ คือ การฟัง หรือ การอ่าน

2. จิตตะ คือ การคิด

3. ปุจฉา คือ การถาม

4. ลิขิต แปลว่า เขียน

หรือ ที่คนไทยนำคำแรกของแต่ละข้อมาย่อเป็นคาถาหัวใจ นักปราชญ์ว่า “สุ จิ ปุ ลิ” และด้วยภูมิปัญญาไทยเราจึงผูกไว้เป็น กลอนเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นอีกว่า “สุตตะจงฟังเขาอย่าขี้เกียจ จิตตะคิดให้ละเอียดที่สงสัย ปุจฉาหลงจงถามอย่าเกรงใจ ลิขิตเขียนไว้ได้จะดีเอย”

สำหรับผู้ปฏิบัติธรรม ถือว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง กับการใช้หลักแห่งปราชญ์เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ตน เพราะการฟังหรือ การอ่าน คือประตูบานแรกสู่การเข้าถึงธรรมของพระพุทธศาสนา โดยทั่วไป สิ่งที่ได้ฟัง หรือได้อ่าน จะจำได้ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นกระทบเข้าถึงจิตใจ หรือภาษาวัยรุ่นเรียกว่า “โดนใจ” ตัวกระทบใจ คือ เป็นสิ่งที่ตรงกับกำลังใจ หรือ การปฏิบัติของเราในขณะนั้น แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์มหาศาลนี้จะผ่านเลยไปอย่างน่าเสียดาย ถ้าไม่นำมาคิดพิจารณา ตั้งคำถาม และจดบันทึกไว้

หลายครั้งนักปฏิบัติธรรมมักพลาดเพราะ “ลืม” สิ่งที่เคยรู้ หรือ เมื่อธรรมะปรากฏขึ้นในใจ ถ้าไม่จดไว้ เพียงเวลาผ่านไปนาน ก็อาจต้องเสียประโยชน์มหาศาลไปกับความจำที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้เลย

พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน