ยังคงเป็นกระแสต่อเนื่องสำหรับ ชัชชาติฟีเวอร์ สำหรับปฏิกิริยาของสังคมต่อนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ที่ถูกจับจ้องแทบทุกอิริยาบถ

ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การพบปะประชาชน การออกกำลัง หรือการลาราชการไปร่วมงานรับปริญญาของลูกชาย ที่สหรัฐ

มีผลกระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวาง อย่างน้อยข้าราชการ ลูกจ้างของ กทม. ก็เริ่มกลับมาคึกคัก ทำงานเหมือน มีเป้าหมายในชีวิต ไม่ใช่เช้าชามเย็นชาม เหมือนในยุคที่ผ่านมา

นักการเมืองต่างๆ ก็เริ่มปรับตัว เริ่มทำงาน นำเสนอผลงานที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้

ไม่ใช่สวดคาถาเป็นคนดี แก้ปัญหาแล้ว สั่งการไปแล้ว แต่ไม่มีตัวชีวิตชัดเจน

อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า เมื่อมีเสียงชื่นชม ก็ต้องมีเสียงท้วงติง ตั้งคำถามสงสัยว่าสิ่งที่แสดงออก เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือการสร้างภาพกันแน่!??

ถึงขั้นตั้งคำถามว่านี่คือการพีอาร์ หรือประชาสัมพันธ์ที่ล้นเกิน และทำให้การตรวจสอบการทำงานว่าโปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ไร้ประสิทธิภาพ

กลายเป็นเรื่องตลกที่หัวเราะไม่ออก เพราะแนวคิดเช่นนี้เท่ากับเป็นการด้อยค่าองค์กรตรวจสอบ คิดว่าไม่ทำงานหากเจอบุคคลที่มีคะแนนนิยมสูง

และยังด้อยค่าประชาชนว่าไม่มีความคิด ไม่รู้จักแยกแยะ!??

ทั้งที่จริงๆ แล้วในสังคมประชาธิปไตย ที่ออกแบบการถ่วงดุลอำนาจ และมีกฎหมาย ที่เป็นหลักนิติธรรม ย่อมชัดเจนอยู่แล้ว ว่าบุคคลสาธารณะหรือผู้ที่มีอำนาจทางการเมือง ไม่มีใครหนีพ้นการ ตรวจสอบ

ไม่มีข้อกฎหมายไหน ที่กำหนดให้ต้องชื่นชมนายชัชชาติ เพียงอย่างเดียว ห้ามนำเสนอข้อมูลในเชิงลบ

หากทำงานดี เสียงชื่นชมก็ต้อง เพิ่มขึ้น หากทำงานแย่เสียงก่นด่า ก็ตามมา และในที่สุดเมื่อครบวาระ 4 ปี ประชาชนก็จะไม่เลือกมาทำงานอีก ทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้ ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมาย

เพียงแต่คนที่เดือดร้อนมากในช่วงนี้ อาจเคยชินกับระบบอภิสิทธิ์ชน ทำอะไรก็ไม่ผิด เปลี่ยนผิดเป็นถูก ใช้กฎหมายทำลายล้างคนเห็นต่างอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต จึงระแวงว่าจะเกิดประวัติศาสตร์ ซ้ำรอย

เหมือนสำนวนจีนที่ว่าใช้จิตใจที่ต่ำช้า มาคำนวณความคิดของวิญญูชน

ช่างน่าสงสารกับความคิดเช่นนี้นัก!!!

รุก กลางกระดาน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน