ไม่บ่อยนักที่จะได้ไปอ.อุ้มผาง จ.ตาก เพราะหนทางอันไกลแสนไกลจาก กทม.ประมาณ 800 กิโลเมตร อีกทั้งยัง เป็นเส้นทางที่ขึ้นเขาสูง ต้องใช้เวลา หลายชั่วโมง แต่เมื่อไปแล้วก็หายเหนื่อยเพราะมีอะไรหลายอย่างให้ได้เรียนรู้และตื่นตาตื่นใจไปกับวิวทิวทัศน์อันสวยงาม และผลผลิตทางการเกษตรที่มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นไร่ข้าวโพด ไร่ถั่ว ไร่พริก ไร่กะหล่ำ และสวนผลไม้ ฯลฯ รวมทั้งยังเจอผู้คนจากหลากหลายชาติพันธุ์ ทั้งกะเหรี่ยงและม้ง

คุณการเวก เกิดอุ้มผาง อายุ 40 ปี ชาวม้ง ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแม่กลางน้อย ต.โมโกร อ.อุ้มผาง เป็นเกษตรกรที่เจอกันโดยมิได้นัดหมาย เพราะเขานำสับปะรดมาส่งขายตรงตลาดชุมชน ที่หน่วยพิทักษ์ป่าบ้านแม่กลองน้อย ก.ม.100 เลยได้ทักทายกันก่อนตามไปสวนของเขาที่อยู่ห่างออกไปหลายกิโลทีเดียว ซึ่งเจ้าตัวย้ำว่า ผลไม้ที่ปลูกเป็นเกษตรปลอดภัย ใช้เคมีบ้างเป็นบางช่วง
หนุ่มม้งรายนี้เล่าว่า มีที่ดินทำการเกษตร 20 กว่าไร่ ปลูกผักผลไม้หลายอย่าง อาทิ สับปะรด ต้นไม้ยืนต้น พวกพลับ อะโวคาโด กาแฟ และลูกเนียง ฯลฯ

เมื่อไปถึงบ้านคุณการเวกปอกสับปะรดให้ทานกันสดๆ พวกเราทานกันคนละหลายชิ้นเพราะรสชาติหวานกำลังดี ไม่หวานฉ่ำเกินไป ทานแล้วไม่กัดลิ้น ซึ่งถ้าไม่ชิมจะไม่รู้เลยว่าสับปะรดที่นี่สุดยอด เลยต้องซื้อติดไม้ติดมือกลับมาฝาก พรรคพวก แม้ลูกจะไม่ใหญ่นัก แต่คนที่ได้ลิ้มรสต่างพูดเป็น เสียงเดียวกันว่าอร่อย ที่สำคัญปอกง่ายเพราะตาไม่ลึก
เจ้าตัวให้ข้อมูลว่า เป็นพันธุ์พื้นเมืองผสมพันธุ์สายน้ำผึ้ง จุดเด่นของสับปะรดที่นี่ถ้ามองภายนอกจะไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร คือตาจะตื้นและสีสวยออกเหลืองแดง หวานฉ่ำ มีกลิ่นหอมเล็กน้อย รสชาติแตกต่างจากสับปะรดศรีราชาที่มีรสเปรี้ยวอมหวานนิดหน่อย

เขาบอกด้วยว่า ปลูกสับปะรดประมาณ 2 ไร่ เริ่มจากเตรียมหน่อ/หัวไว้ พอเดือนมิ.ย.เริ่มปลูก ถ้าใช้หน่อเล็กใช้เวลาประมาณ 2 ปีถึงจะได้ผลผลิต ซึ่งตนไม่ใช้ปุ๋ยเลย ปล่อยตามธรรมชาติ เพราะสับปะรดไม่ค่อยมีแมลงหรือโรคอะไร อีกทั้งพื้นที่เป็น ดินทราย เป็นดินที่เหมาะกับสับปะรด โดยพื้นที่สูงจากระดับ น้ำทะเลประมาณ 1,100 เมตร แต่น้ำไม่ขาด ไม่ต้องรดน้ำเลย มีรายได้จากสับปะรดประมาณ 3-4 หมื่นบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับว่าจะปลูกเยอะหรือน้อย
ผลผลิตขายส่งตลาดแม่สอด และตามตลาดทั่วไป ช่วงเดือนพ.ค.ที่ผ่านมาขายได้ก.ก.ละ 10 แต่ตอนเดือนเม.ย.ขายได้ก.ก.ละ 15 บาท

ภายในบริเวณบ้านของคุณการเวก ปลูกผลไม้หลายอย่าง ที่เห็นก็มีกาแฟ พลับ อะโวคาโด ซึ่งแต่ละต้นกำลังแข่งกันออกลูก แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินแห่งนี้
คุณการเวกบอกว่า ทางหน่วยงานการเกษตรเข้ามาส่งเสริม ปลูกอะโวคาโดโดยนำพันธุ์ปีเตอร์แฮส บัคคาเนียร์ ปีเตอร์สัน บูต 7 และปากช่อง 2-8 มาให้ปลูก เพราะเป็นพันธุ์ที่เหมาะกับอากาศข้างบนนี้ ซึ่งสวนของตนเป็นแปลงต้นแบบแปลงเรียนรู้ของหน่วยเกษตรพื้นที่สูง เพราะพื้นที่ เป็นภูเขาสูง สามารถปลูกผลไม้เมืองหนาวได้ เช่น ลูกไหน ลูกท้อ ลูกพลับ และ แมคคาเดเมีย ตนก็ลองปลูกอยู่

เมื่อเห็นต้นเนียงรู้สึกแปลกใจมาก นึกว่าจะปลูกกันเฉพาะภาคใต้หรืออีสานเท่านั้น วันที่ไปมีลูกเนียงหลายกระสอบ เตรียมส่งขายให้พ่อค้าที่มารับซื้อถึงบ้าน
เรื่องนี้คุณการเวกให้ข้อมูลว่า ต้นเนียงที่ปลูกเพราะมีอยู่ตั้งแต่แรก เป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่า เลยปลูกแซมเข้าไปด้วย ปกติคนเหนือมักไม่ค่อยกินกัน โดยเฉพาะม้ง ที่ไม่กินเพราะไม่ชอบกลิ่น
ต้นเนียงปลูกแบบปล่อยตามธรรมชาติ ตนปลูกไว้ประมาณ 100 ต้น เริ่มติดลูกช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. เก็บได้ต้นเดือนมิ.ย. มีพ่อค้ามารับซื้อที่บ้าน ส่งไปขายที่ภาคใต้และพม่าบางส่วน
ราคาขายไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับผลผลิตช่วงนั้นมีน้อยมีมาก ถ้ามีน้อยก.ก.ละ 15-16 บาท แต่เดือนพ.ค.ออกเยอะขายอยู่ก.ก.ละ 9-10 บาท ซึ่งลูกเนียงน้ำหนักดี ต่อปีรวมเบ็ดเสร็จทั้งหมดในหมู่บ้านมีผลผลิตประมาณ 1-2 หมื่นก.ก.

ในหมู่บ้านแม่กลางน้อยปลูกกันเยอะเป็นสวนเลย การปลูกถ้าไม่ดูแลจะมีแมลงและศัตรูพืชมารบกวน กินใบอ่อนที่เริ่มแตก ต้องใช้ยาที่ทำเอง เช่น เชื้อรากำจัดแมลง หรือ ไตรโคเดอร์มา ไม่ได้ใช้สารเคมีอะไร รายได้จากลูกเนียงปีที่แล้วประมาณ 5-6 หมื่นบาท
ส่วนลูกพลับปลูกอยู่ 12 ไร่ 300 กว่าต้น พันธุ์พี 2 ลูกจะฝาดต้องนำมาบ่ม ขนาดลูกไม่ใหญ่เท่าไหร่เป็นพันธุ์เล็ก โดยตนใช้ต้นพลับป่ามาปลูกไว้พอได้ขนาด ช่วง 1 ปี จะนำยอดมาเปลี่ยนต้นตอ พอติดก็ใช้เวลาอีกประมาณ 5-6 ปีถึงจะให้ผล เริ่มติดลูกตั้งแต่เดือนก.พ.จนถึงเดือนส.ค.เริ่มแก่ เริ่มสุก ปกติจะขายหน้าบ้าน หรือถ้าผลผลิตเยอะก็นำไปขายตามตลาดมูเซอ ก.ก.ละ 30 บาท ถ้าไปส่งก.ก.ละ 25 บาท มีรายได้ประมาณ 6-7 หมื่นบาทต่อปี

“สวนเราปลูกพืชหลายๆ อย่างผสมผสานกัน ปีหนึ่งมีรายได้หลายอย่าง ครอบครัวผมทำกัน 2 คนผัวเมีย มีจ้างบ้างในบางช่วง มีผลผลิตขายได้ตลอดทั้งปี ขายสับปะรดหมดก็ต่อด้วยพลับ พอพลับหมดก็เป็นอะโวคาโดขายไล่ชนิดไปเลย กาแฟจะเป็นเดือนพ.ย.กับธ.ค.จะเริ่มเด็ด เป็นกาแฟอาราบิก้า ถ้าขายเชอร์รี่ประมาณ 30 บาทต่อก.ก. ถ้าเป็นกาแฟที่สีแล้วประมาณ 170-180 บาทต่อก.ก. กาแฟที่นี่รสชาติดี”
ในอนาคตอันใกล้ คุณการเวกแจงว่า คิดจะต่อยอดให้อยู่ได้อย่างยั่งยืนและมี รายได้เพิ่ม โดยอาจปลูกพริกไทยในสวน ปลูกในที่ร่ม เพราะพื้นที่ได้ในเรื่องความสูง รวมทั้งแมคคาเดเมียด้วย ซึ่งเกษตรกรยังปลูกกันน้อยอยู่ ตนจะลองนำมาปลูก ซึ่งทางหน่วยงานเกษตรบอกว่าปลูกได้ ส่วนใหญ่ผลไม้เมืองหนาวที่ปลูกรสชาติดี

สนใจเยี่ยมชมสวนหรือผลผลิตนานาชนิดของคุณการเวก สอบถามได้ที่ 09-2409-9512
นับเป็นเกษตรกรอีกรายที่ปลูกพืชผักผลไม้แบบผสมผสาน ทำให้มีผลผลิตขายได้ตลอดทั้งปี
ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง