ในขณะที่สังคมกำลังตื่นเต้นกับการปลดล็อกกัญชา ทั้งการแจกการขายต้นกัญชา จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารจากกัญชา ฯลฯ

หลังประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษ ประเภท 5 พ.ศ.2563 ฉบับลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 มีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 ให้เฉพาะตัวสารสกัดจากกัญชาและกัญชง (พืชสกุล Cannabis) ยังคงเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ซึ่งส่งผลให้กัญชาไม่ถือเป็นยาเสพติดอีกต่อไป ยกเว้นตัวสารสกัดจากกัญชา โดยจะมีร่างพระราชบัญญัติกัญชา กัญชง พ.ศ. … ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร ออกมาควบคุมต่อไป

โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่นำเสนอนโยบายปลดกัญชา ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ไปเป็นประธานเปิดงานมหกรรม 360 องศา ปลดล็อคกัญชา ประชาชนได้อะไร ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10-12 มิ.ย. ที่สนามช้างอารีนา จ.บุรีรัมย์

ท่ามกลางความคึกคักของกลุ่มผู้สนใจกัญชา ก็มีเสียงเตือน พิษภัยของกัญชาจากบรรดาแพทย์ออกมาอย่างต่อเนื่อง

อาทิ ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด (ศศก.) ที่ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาวิชาการศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด เพื่อการพัฒนาศักยภาพการวิจัย และนักวิชาการการเสพติด ครั้งที่ 14 เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.

โดย รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผอ.ร.พ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้นโยบายทางการเมือง และกระทรวงสาธารณสุข ผลักดันเรื่องการใช้กัญชา โดยเน้นใช้ทางการแพทย์ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่เน้นใช้เพื่อสันทนาการ แต่ในทางปฏิบัติ อาจมีความ ย้อนแย้ง เพราะการใช้กัญชาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน มีโรคที่อนุญาตให้ใช้ 6-7 โรค

ที่น่ากังวลคือ การนำเอาไปใช้สันทนาการ แล้วอ้างว่าใช้เพราะ เจ็บป่วย ถือว่าอันตรายมาก รวมถึงการได้รับสารในกัญชาโดยไม่รู้ ถึงปริมาณจากการรับประทาน ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวล จึงได้หารือกับโรงเรียนแพทย์ และเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชน ให้เก็บข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากกัญชาทุกราย เพื่อให้มีข้อมูลเชิงประจักษ์ถึงอันตรายจากกัญชา

ที่สำคัญคือสาร THC (Tetrahydrocannabinol) มีฤทธิ์เสพติด ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท และสาร CBD (Cannabidiol) ไม่มีฤทธิ์เสพติด แต่สารนั้นจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของกัญชา การใช้ก็ต้องรู้ปริมาณ THC เพราะเป็นตัวที่ทำให้เกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ เลื่อนลอย มึนเมา ท้องเสีย อาเจียน ความคิดเชื่องช้า ความจำเสื่อม ถ้าได้รับปริมาณสูงจะทำให้ประสาทหลอน หากคนไม่เคยใช้มาก่อน สารนี้อยู่ในร่างกายนาน 56 ชั่วโมง ส่วนคนที่เคยใช้มานาน สารนี้จะอยู่ได้ 128 ชั่วโมง จึงต้องระวัง และควรปรึกษาแพทย์”

มีรายงานการสูบกัญชานานๆ มีผลเสียต่อปอดรุนแรงกว่าการ สูบบุหรี่ มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ มีการอักเสบของหลอดลม ปอด ที่สำคัญคือ มะเร็งปอด มีปัญหาทางสมอง ไอคิวต่ำ เนื้อสมองฝ่อ สติปัญญาเสื่อม เฉื่อยชา ตัดสินใจผิดพลาด จิตหลอน และเป็นโรคจิต ได้ จึงต้องช่วยกันรณรงค์ไม่ให้มีการสูบ

รศ.พญ.รัศมน กัลยาศิริ ผอ.ศศก. กล่าวว่า บทเรียนในต่างประเทศที่มีการใช้กัญชาเสรี ใช้สันทนาการ เช่น แคนาดา, อุรุกวัย โดยหวังแก้ปัญหากัญชาใต้ดิน กลับพบว่ามีคนใช้กัญชามากขึ้น คนป่วยเข้าห้องฉุกเฉินที่สัมพันธ์กับการใช้กัญชาเพิ่มขึ้น ในประเทศไทยจึงต้องช่วยกันเฝ้าระวัง ให้ความรู้การใช้กัญชาอย่างถูกต้อง ระวังไม่ให้ใช้ ในเด็ก เพราะมีผลกระทบต่อพัฒนาการ สมอง จิตใจ ซึมเศร้า เสี่ยงฆ่าตัวตาย ต้องเตรียมรูปแบบการรักษาการเสพติดกัญชาให้พร้อม

ขณะที่ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย ออกมาระบุถึงประกาศกรมอนามัย เรื่อง การนำใบกัญชามาใช้ ในการทำ ประกอบ หรือปรุงอาหารในสถานประกอบกิจการอาหาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2565 เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2565 ที่ผ่านมา ว่า 1.จัดทำข้อความที่แสดงข้อมูลเป็นสถานประกอบกิจการอาหารที่มีการใช้กัญชา 2.แสดงรายการอาหารที่มีการใช้ใบกัญชาทั้งหมด 3.แสดงข้อมูลปริมาณการใช้ใบกัญชาเป็นส่วนประกอบต่อรายการอาหาร ตามประเภทการทำ ประกอบหรือปรุงอาหาร เช่น อาหารทอด แนะนำการใช้ใบกัญชาสด 1-2 ใบสดต่อเมนู สำหรับอาหารประเภทผัด แกง ต้ม ผสมในเครื่องดื่มแนะนำการใช้ใบกัญชาสด 1 ใบสดต่อเมนู 4.แสดงข้อแนะนำเพื่อความปลอดภัยในการบริโภคอาหารหรือ เครื่องดื่มที่มีใบกัญชาเป็นส่วนประกอบ

5.แสดงคำเตือนรายการอาหารที่มีการใช้ใบกัญชาให้แก่ผู้บริโภคที่มีความเสี่ยง หากรับประทานอาหารที่ใช้ใบกัญชาทราบ ด้วยการระบุข้อความ “เด็กและวัยรุ่นช่วงอายุน้อยกว่า 18 ปี ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีส่วนผสมของกัญชา เช่น ขนม อาหารและเครื่องดื่ม สตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร ไม่ควรรับประทาน” “หากมีอาการผิดปกติ ควรหยุดรับประทานทันที” “ผู้ที่แพ้หรือไวต่อสาร THC หรือสาร CBD ควรระวังในการ รับประทาน” “อาจทำให้ง่วงซึมได้ ควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล” และ 6.ห้ามแสดงข้อความ หรือโฆษณาสรรพคุณในการป้องกันหรือรักษาโรค

ด้าน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ได้ออกมาแถลงจุดยืนสนับสนุนการใช้กัญชาทางการแพทย์ แต่ไม่สนับสนุนการใช้กัญชาในเด็ก โดยระบุว่า ไม่อยากให้ใช้ในเด็กต่ำกว่า 20 ปี ซึ่งจริงๆ ผู้เชี่ยวชาญของกรมการแพทย์ศึกษาและแนะนำขอให้ใช้ในกลุ่มที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไปด้วยซ้ำ เพื่อความปลอดภัย

เพราะกัญชามีผลต่อพัฒนาการสมอง การเรียนรู้ และระบบประสาท ต้องขอความร่วมมือ โรงเรียน ครูอาจารย์ พ่อแม่ผู้ปกครอง ทุกภาคส่วนช่วยกันเฝ้าระวัง

นพ.มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์จะดูแล 2 ส่วนในการเฝ้าระวัง คือ ส่วนแรกระยะเฉียบพลัน เฝ้าระวังห้องฉุกเฉิน อย่างช่วงแรกจะพบผู้ใช้ไม่ถูกวิธี ก็จะมาที่ห้องฉุกเฉิน เป็นอาการทางระบบประสาท หัวใจและ หลอดเลือดเป็นหลัก และส่วนที่สอง โดย สบยช. มีการเฝ้าระวังการใช้ในไปในทางเสพติด ซึ่งได้ทำไลน์ “ห่วงใย” ขึ้นมา เพื่อประเมินอาการว่าติดหรือไม่ติดได้

นอกจากนั้นยังมี รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี ที่ออกมาแสดงความห่วงใยต่อการปลดล็อกกัญชา ว่า อาจส่งกระทบต่อเด็กและเยาวชน เพราะทำให้มุมมองเรื่องอันตรายของการใช้กัญชาของเยาวชนเปลี่ยนไป มีงานวิจัยจากสหรัฐอเมริกา ที่ศึกษาความสัมพันธ์ของการสูบบุหรี่ไฟฟ้ากับกัญชาของเยาวชนอายุ 12-17 ปี พบว่า เยาวชนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มที่จะสูบกัญชาเพิ่มสูงขึ้น และการใช้บุหรี่ไฟฟ้าร่วมกับกัญชามีอันตรายมากถึงขั้นเสียชีวิต โดยเฉพาะจากโรคปอดอักเสบเฉียบพลัน หรือ E-cigarette, or vaping, product use-associated lung injury (EVALI) ที่เคยระบาดในกลุ่มวัยรุ่นอเมริกัน เมื่อปี 2562-2563 พบผู้ป่วยทั้งสิ้น 2,807 ราย และมีผู้เสียชีวิต 68 ราย ซึ่งจากข้อมูลของผู้ป่วยเหล่านี้พบว่า 82% ใช้สารสกัดกัญชา หรือ THC ในการสูบบุหรี่ไฟฟ้า

ดังนั้นจึงต้องการฝากไปถึงกลุ่มวัยรุ่น รวมทั้งผู้ปกครองให้ ช่วยกันเฝ้าระวังการใช้บุหรี่ไฟฟ้าและกัญชา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน