เลย – นายวทัญญู ทิพยมณฑา รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน หารือกับนายชัยธวัช เนียมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังสภาพปัญหาในพื้นที่และร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อประชาชนไทยริมโขง กรณีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดทำโครงการสร้างเขื่อนสานะคาม เขื่อนกั้นแม่น้ำโขงสายหลักแห่ง ที่ 5 เพื่อผลิตไฟฟ้าบริเวณแม่น้ำโขงตอนล่าง ห่างจากชายแดนไทยบริเวณอำเภอเชียงคานเพียง 2 กิโลเมตร
ด้านนายทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เผยว่า เล็งเห็นผลกระทบจากโครงการสร้างเขื่อนสานะคาม ความเป็นอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง โดยเฉพาะด้านทรัพยากร ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและความมั่นคง จัดประชุมหารือเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและรับฟังความคิดเห็นอย่าง ต่อเนื่อง รวมไปถึงผู้แทนจังหวัด 7 จังหวัดที่อยู่ติดริมแม่น้ำโขง พบว่ามีผลกระทบหลายมิติ โดยเฉพาะปัญหาการเปลี่ยนแปลงร่องน้ำลึกและการเปลี่ยนแปลงเขตชายแดนไทย-ลาว ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลของน้ำ เกิดการกัดเซาะตลิ่งของประเทศไทย, ปัญหาการประเมินผลกระทบสะสมข้ามพรมแดนไม่ชัดเจน เนื่องจากการก่อสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงที่มีลักษณะเป็นขั้น บันได และพิกัดที่ตั้งของโครงการยังไม่ชัดเจนเพียงพอ ส่งผลต่อการศึกษาประเมินผลกระทบสะสมข้ามพรมแดนต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมของแม่น้ำโขงด้านต่างๆ
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลของน้ำ และการไหลของน้ำแบบฉับพลันในบริเวณพื้นที่ตอนล่าง ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำในแม่น้ำโขงไม่เป็น ไปตามฤดูกาล, ปัญหาน้ำในแม่น้ำสาขาใช้เพื่อการเกษตรและผลิตน้ำประปาสำหรับอุปโภค-บริโภค และผลกระทบ ด้านเศรษฐกิจเกี่ยวกับการประกอบอาชีพของประชาชน
ทั้งนี้ สำหรับโครงการเขื่อนสานะคาม เอกสารขั้นต้นของโครงการรับการเผยแพร่ที่เว็บไซต์คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแล้วเพื่อให้สาธารณชนเข้าถึง โดยกระบวนการ “การแจ้ง ปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง (PNPCA)” ของเขื่อนสานะคามเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2562 แต่ไม่กำหนดวันสิ้นสุดสถานการณ์แพร่ระบาดของ โควิด-19 มีข้อมูลบางประเด็นยังไม่ครบถ้วนทำให้ กระบวนการ PNPCA ยังไม่สิ้นสุด และไทยควรดำเนินการ ขอข้อมูลที่เป็นปัจจุบันจากสปป.ลาว เพื่อใช้ประมวล ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประเทศไทย