เนื่องในวาระ 90 ปี 2475 สำนักพิมพ์มติชน, มติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม, ศูนย์ข้อมูลมติชน และคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมจัดงาน “90 ปี 2475 อภิวัฒน์สยาม”

โดยมีกิจกรรมเสวนาเปิดตัวหนังสือ ปาฐกถาพิเศษ และกิจกรรม “Walking Tour 90 ปี 2475 : ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร บนเส้นทางประวัติศาสตร์” บรรยายโดย ศ.ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาศิลปสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และ ผศ.ดร.ณัฐพล ใจจริง อาจารย์และ นักประวัติศาสตร์ด้านการเมือง

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ผศ.ดร.ชาติชาย มุกสง อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นายอัครพงษ์ ค่ำคูณ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์, ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ดร.อาสา คำภา นักเขียนและนักวิจัยประจำสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นายศิริวุฒิ บุญชื่น จากหอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นักศึกษา และประชาชนทั่วไปร่วมกิจกรรม Walking Tour ในครั้งนี้จำนวนมาก

จุดแรกของกิจกรรม Walking Tour คือตึกโดม ธรรมศาสตร์-ห้องประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ศ.ดร.ชาตรีกล่าวว่า เดิมพื้นที่ตรงนี้เป็นของวังหน้า จากนั้นเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่ของทหาร ได้สร้างตึกขึ้นมา 4 หลัง และต่อมาได้ให้ นายหมิว อภัยวงศ์ สถาปนิก ออกแบบสร้างเป็นโดมในปี 2478

โดย หมิว อภัยวงศ์ จบสถาปนิกจากฝรั่งเศส จึงได้ออกแบบโดมให้เป็นสถาปัตยกรรมโกธิก เชื่อมตึกทั้ง 4 ตึกเข้าด้วยกัน และท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ได้ให้ความหมายของตึกโดมเป็นหลัก 6 ประการของคณะราษฎร มุขด้านหน้าตึกที่ยื่นออกมาเป็นการโชว์เทคโนโลยีของสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี เพราะมีการคำนวณแนวต่างๆ โดยละเอียดจึงสามารถสร้างเป็นมุขที่ยื่นมาโดยไม่มีเสาค้ำได้ ซึ่งแม้ในสมัยนี้สถาปนิกยังไม่นิยมสร้างแบบนี้เพราะมีการคำนวณที่ยุ่งยากมาก

ผศ.ดร.ณัฐพลกล่าวว่า เมื่อตึกโดมสร้างเสร็จแล้วได้ใช้เป็นออฟฟิศของปรีดี พนมยงค์ ดังนั้น ชะตากรรมของตึกโดมจึงสัมพันธ์กับ ชะตากรรมของปรีดี เพราะเมื่อจำเป็นต้องลี้ภัย ตึกโดมแห่งนี้ก็ถูกทหารเข้ายึด มีตึกบางส่วนที่ถูกรื้อทิ้ง ในเวลาต่อมาตึกนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักศึกษาได้ยึดเอาตึกโดมเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของธรรมศาสตร์ ซึ่งนอกจากตึกโดมจะมีที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์แล้ว ยังมีที่ธรรมศาสตร์ รังสิต และที่ธรรมศาสตร์ สาขาลำปางด้วย

เมื่อเดินจากตึกโดมมาสู่สนามฟุตบอลใจกลางธรรมศาสตร์ ศ.ดร.ชาตรียังให้ความรู้เสริมว่า แต่เดิมพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นคลังแสงอาวุธเมื่อสมัย ร.6 ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้ส่วนใหญ่เดิมเคยเป็นพื้นที่ส่วนตัว คือเป็นพื้นที่วังหน้า ก่อนจะเริ่มเปลี่ยนเป็นพื้นที่ของประชาชนมากขึ้น ในเวลาต่อมา และจุดหอประชุมใหญ่ของธรรมศาสตร์นั้น จอมพล ป. ตั้งใจสร้างให้เป็นหอประชุมที่ใหญ่ที่สุดในอาคเนย์ในขณะนั้น เป็นไปตามสไตล์ของจอมพล ป. ที่มักจะสร้างสิ่งตั้งๆ ให้ยิ่งใหญ่เสมอ

จากนั้น ศ.ดร.ชาตรีได้เดินนำคณะออกมาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ข้ามถนนมาเข้าสู่ตัวท้องสนามหลวงอันเป็นจุดที่ 2

ศ.ดร.ชาตรีเล่าว่า สนามหลวงแต่เดิมนั้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู เป็นพื้นที่ของวังหน้าอีกด้าน เดิมเป็นพื้นที่ของวังหลวง ประกอบรวมเป็นฝั่งทิศเหนือและทิศใต้ ต่อมาจึงมารวมกันเป็นสนามหลวง นัยยะของการใช้สนามหลวงแต่ในอดีตพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ชั้นสูง จัดได้เพียงงานเจ้านายเท่านั้น งานเผาศพแม้แต่ เจ้านายยศเจ้าฟ้าฯ ยังไม่สามารถจัดที่นี่ได้ คนทั่วไปเพิ่งสามารถใช้พื้นที่ตรงนี้ได้หลังปี 2475 โดยใช้ในการฉลองรัฐธรรมนูญ เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ยอดสุดของ ชนชั้นกลายเป็นพื้นที่ของราษฎร

ก่อนเดินข้ามฝั่งมายังกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีระเบียงประวัติศาสตร์จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ดำริให้มีการต่อเติมมุขโถงด้านหน้าอาคารกระทรวงกลาโหมขึ้น และในปี 2483 มีนิสิตนักศึกษาจากทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รวมตัวกันเดินทางมาที่หน้ากระทรวงกลาโหมเพื่อเรียกร้องให้จอมพล ป. ทำสงครามอินโดจีนเพื่อแย่งชิง ดินแดนไทยกลับคืนมาจากฝรั่งเศส ซึ่งใน คราวนั้น จอมพล ป. ได้ออกมายืนตรงระเบียงด้านหน้าอาคาร และตอบรับข้อเรียกร้องดังกล่าว

ไม่ไกลจากจุดระเบียง กระทรวงกลาโหม หันมาอีกด้านจะพบประตูพระบรมมหาราชวัง คือประตูสวัสดิโสภา ซึ่งเป็นประตูเดียวที่ ถูกฟ้าผ่า และต้องมีการซ่อมแซมในยุคคณะราษฎร ประตูนี้จึงแตกต่างจากประตูอื่นอย่างสิ้นเชิง เมื่อดูรายละเอียดใกล้ๆ จะพบว่าการออกแบบลวดลายไทยทั้งหมดลดทอน รายละเอียดให้เรียบง่ายเหลือเพียงเส้นเรขาคณิต ลวดลายไทยแบบเรขาคณิตเช่นนี้เป็นการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของงานสถาปัตยกรรมไทยยุคคณะราษฎร

จุดที่ 3 สวนสราญรมย์ อยู่ติดกับวังสราญรมย์ซึ่ง ร.4 ได้สร้างไว้ โดยต้องการให้เป็นวังของตนเอง จะมาอยู่เมื่อได้สละพระราชสมบัติให้ร.5 แต่ทรงสวรรคตเสียก่อนจึงไม่ได้มาอยู่

วังนี้จึงเป็นที่รับแขกบ้านแขกเมืองในเวลาต่อมา แต่เมื่อครั้งสร้างวังสราญรมย์ได้มีการสร้างสวนสราญรมย์ไว้ จ้างฝรั่งออกแบบให้เป็นสวนสไตล์ยุโรปสมัยใหม่ ภายในมีเรือนกระจก สวนสัตว์ ห้องบิลเลี่ยน ห้องเล่นไพ่ โรงละคร สโมสรที่รวมตัวของเหล่าอีลิต

จุดไฮไลต์ภายในสวนแห่งนี้คือมีอาคารสมาคมคณะราษฎร ซึ่งช่วงแรกเริ่มของการจัดตั้งสมาคมคณะราษฎร ยังไม่มีที่ทำการ จึงใช้โรงเรียนกฎหมายเป็นที่ทำการชั่วคราว ต่อมาจึงย้ายมาสวนสราญรมย์ และตั้งเป็นสโมสรคณะราษฎร พ.ศ.2477 สร้างแบบสมัยใหม่ มี 2 ชั้น ออกแบบอย่างเรียบง่าย เน้นเส้นตรง ด้านหน้ามีสัญลักษณ์สะพานแว่นฟ้ารองรับรัฐธรรมนูญประดับด้วยกระจกสี เทินอยู่บนแท่นสูง ประดับอยู่กลางผนังหน้าอาคาร มีเสาค้ำยันหลังคา 8 ต้น และมีบันได 6 ชั้นสำหรับเดินขึ้นอาคาร เป็นที่รวมตัวของคณะราษฎร

จากนั้นได้ดำเนินการเรื่อยมาผ่านการเปลี่ยนชื่อต่างๆ มามากมาย ก่อนจะปิดตัวลงในยุคของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กทม. ได้เข้ามาจัดการพื้นที่ สมาคมแห่งนี้จึงยุติลงไปในที่สุด

อาคารสมาคมคณะราษฎรเป็นจุดสุดท้ายของกิจกรรม Walking Tour 90 ปี 2475 : ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร บนเส้นทางประวัติศาสตร์ ในวันนี้

สถาปัตยกรรมเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวที่ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างพื้นที่ต่างๆ ไปตามยุคสมัย แต่ยังบอกเล่าความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ การเมือง สังคม ผู้คน แนวคิดอันลึกซึ้งก่อร่างผ่านสถาปัตยกรรมอย่างชัดเจนและมีคุณค่า

ถือเป็นแหล่งความรู้ที่ยังจับต้องได้ และสำคัญต่อการศึกษาของคนในยุคนี้เช่นกัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน