นักวิชาการจวกกระทรวงพาณิชย์คุมราคาสินค้า ทำนโยบายหาเสียงใกล้เลือกตั้ง ไม่ปล่อยให้สินค้าขึ้นราคาหวั่นผู้ประกอบการขาดทุน ลดกำลังการผลิต ส่งผลให้สินค้าขาดตลาดในที่สุด
นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ไม่เข้าใจเรื่องของเศรษฐกิจ ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันแพง ที่ส่งผลให้ราคาสินค้าแพงขึ้นเป็นการแพงขึ้นทั่วโลก กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้แก้ปัญหา มัวแต่หาเสียงทางการเมือง เพราะใกล้เลือกตั้งแล้ว การคุมราคาอ้างว่าไม่ให้ของแพงกระทบกับประชาชน ถือเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับเศรษฐกิจ หากยังคงดำเนินนโยบายคุมราคาสินค้าต่อไป ผู้ประกอบการจะไม่ผลิตสินค้าเพราะขาดทุน สินค้าก็ไม่มีในตลาดประชาชนก็ขาดแคลน
ทั้งนี้ สินค้าจำนวนมากในทั่วโลกไม่เฉพาะประเทศไทยที่มีการปรับราคาขึ้น จากปัจจัยภายนอกประเทศ จากสถานการณ์โควิด-19 มาถึงเรื่องของสงครามรัฐเซียและยูเครน สถานการณ์โลกร้อน รวมไปถึงล่าสุดสหรัฐอเมริกามีการปรับเพิ่มขึ้นดอกเบี้ย แม้จะขึ้นช้า แต่ขึ้นในอัตราที่สูงส่งผลให้เกิดการช็อกตลาดเงินทั่วโลก ค่าเงินสหรัฐอเมริกาแข็งค่า เงินหลายประเทศรวมทั้งเงินบาทของไทยอ่อนค่าลงอย่างมาก ส่งผลให้สินค้านำเข้าทั่วโลกแพงขึ้น สินค้าหลายตัวขอปรับราคา แต่ถูกมาตรการคุมราคาของกระทรวงพาณิชย์คุมไว้เป็นสิ่งที่น่ากังวล
“อนาคตหากกระทรวงพาณิชย์ยังคุมราคาสินค้า ที่สุดแล้ว หมู ข้าวสาร สินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคจะขาดแคลน จะมีราคาที่สูงขึ้น คุณภาพสินค้าจะลดลง อยากให้กระทรวงพาณิชย์ค่อยๆ ปล่อยให้สินค้าต่างๆ ที่ต้นทุนสูงขึ้นภาระเพิ่มขึ้น ปรับขึ้นราคาได้แล้ว อย่างมาม่าขอขึ้นราคา 1 บาทมาตั้งนาน แต่รัฐบาลก็ไม่ให้ปรับราคาขึ้น เมื่อต้นทุนสูงขึ้นแต่เพิ่มราคาไม่ได้ ที่สุดผู้ประกอบการก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะผลิตสินค้าป้อนตลาด ก็ลดกำลังการผลิต สินค้าก็จะมีราคาแพง สินค้าขาดแคลน และจะเกิดความตระหนกและแห่กักตุนสินค้าในที่สุด”
นายนิพนธ์กล่าวว่า รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายคุมราคาแบบค่อยๆ ทยอยปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด ให้ข้อมูลทุกด้านกับผู้บริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจสถานการณ์ อย่าให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนสินค้า อาหาร หลายอย่างที่รัฐบาลทำก็ดีอยู่แล้ว เช่น การนำเข้าสินค้าได้แบบไม่ต้องมีโควตา ปัญหาของแพงต้องชี้แจงและให้ข้อมูล และอย่าให้เกิดความกังวล จนต้องกักตุน