ยูนิเซฟเรียกร้องให้ขยายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กเป็นแบบถ้วนหน้า เพื่อไม่ให้มีเด็กคนใดตกหล่นในช่วงการฟื้นฟูจากโควิด-19
นางคยองซอน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวในงานเสวนาซึ่งจัดขึ้นที่รัฐสภาเมื่อไม่นานนี้ว่า “การขยายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กให้เป็นแบบถ้วนหน้าในเวลานี้ถือว่าจำเป็นยิ่งกว่าทุกช่วงเวลาที่ผ่านมา เพราะการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ส่งผลกระทบรุนแรงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ครอบครัวจำนวนมากต้องสูญเสียรายได้หรือตกงาน วิกฤตครั้งนี้สร้างความเปราะบางให้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกซึ่ง ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ก่อนการแพร่ระบาดพ่อแม่ผู้ปกครองต่างต้องดิ้นรนหาเลี้ยงครอบครัวและดูแลลูกไปพร้อมกันอยู่แล้ว พอเกิดวิกฤตยิ่งมีค่า ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในขณะที่โอกาสหารายได้ กลับลดลง การขยายสวัสดิการเงินอุดหนุนให้ทุกครอบครัวที่มีเด็กเล็กจึงช่วยให้พวกเขามีรายได้ขั้นพื้นฐาน ช่วยบรรเทาผลกระทบ จากวิกฤตในอนาคต อีกทั้งยังช่วยสร้าง คนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพให้ประเทศ”

งานเสวนานี้จัดขึ้นโดยคณะกรรมาธิการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ คณะกรรมาธิการการแรงงาน คณะทำงาน ขับเคลื่อนสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกรัฐสภาตระหนักถึงความสำคัญของสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า และเห็นถึงความจำเป็นที่รัฐบาลควรเพิ่มงบประมาณสำหรับสวัสดิการดังกล่าว
สวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กถือเป็นการคุ้มครองทางสังคม ขั้นต่ำสำหรับเด็กเล็ก ริเริ่มในปี 2558 และขยายความคุ้มครอง อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีเด็กแรกเกิดถึง 6 ขวบ จำนวน 2.3 ล้านคนได้รับเงินอุดหนุนเดือนละ 600 บาท โดยเป็นกลุ่มที่มีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนไม่เกิน 1 แสนบาทต่อคนต่อปี
เมื่อเดือนกันยายน 2563 คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) เห็นชอบในหลักการให้ขยายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กให้เป็นแบบถ้วนหน้า ซึ่งปัจจุบันกำลังรอการพิจารณาและอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี หากได้รับการอนุมัติจะครอบคลุมเด็กแรกเกิดถึง 6 ขวบ จำนวนทั้งหมด 4.2 ล้านคนทั่วประเทศ
ผลการประเมินของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยในปี 2561 ระบุว่า ครอบครัวยากจนที่อยู่ในเกณฑ์ได้รับเงินอุดหนุนเด็กเล็กประมาณร้อยละ 30 กลับตกหล่นจากการเข้าถึงสวัสดิการนี้ ซึ่งมักเกิดจากความผิดพลาดในขั้นตอนการคัดกรองและการลงทะเบียน โดยเป็นปัญหาที่พบบ่อยในหลายประเทศทั่วโลก

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า “ในขณะที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและกำลังเผชิญกับดักรายได้ ปานกลาง เราไม่สามารถปล่อยให้เด็กๆ สูญเสียโอกาสที่จะเติบโตขึ้นอย่างเต็มศักยภาพ ค่าเสียโอกาสนั้นราคาแพงเกินไป”
การขยายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กให้เป็นแบบถ้วนหน้าต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมอีกราว 15,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.16 ของประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศปี 2567 อย่างไรก็ตามงบประมาณที่ใช้จะลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากอัตราการเกิดในประเทศที่มีแนวโน้มลดลง คาดว่าในปี 2570 งบประมาณที่ใช้จะอยู่ที่ 27,000 ล้านบาท
นางคิมกล่าวว่า “การลงทุนในช่วงปฐมวัยของเด็กถือเป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดและคุ้มค่าที่สุด ประเทศไทยมีศักยภาพสามารถทำได้ เพราะช่วงหกปีแรกของชีวิตเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้เด็กทุกคน เพื่อให้พวกเขามีชีวิตที่แข็งแรง เรียนรู้อย่างเต็มที่ มีรายได้ดีในอนาคต ตลอดจนมีส่วนร่วมในสังคมมากขึ้น และนั่นหมายความว่าการเพิกเฉยอาจจะมีราคาที่แพงกว่าการลงทุนให้เด็กๆ ยูนิเซฟหวังว่าคณะรัฐมนตรีจะอนุมัติสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กให้เป็นแบบถ้วนหน้าตามมติ กดยช. ซึ่งถือเป็นการลงทุนในเด็กในช่วงที่สำคัญที่สุดของชีวิต”