‘เอ็กซิม’นำทัพลุยเวียดนาม
ปลดล็อกจิกซอว์ตัวสุดท้ายCLMV

รายงานพิเศษ

ฤกษ์งามยามดี ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) หรือ ธสน. พาคณะสื่อมวลชนบินลัดฟ้า เปิดประตูพานักลงทุนไทยตะลุยประเทศเพื่อนบ้าน CLMV ถึงคิวล่าสุด ปักหมุดที่ประเทศ ‘เวียดนาม’ เมื่อเร็วๆ นี้

นำทัพโดย นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธสน. เปิดทำการสำนักงานผู้แทน EXIM BANK แห่งที่ 4 ในนครโฮจิมินห์ เวียดนาม โดยมีนายจักรกริช ปิยะศิริกุล เป็นหัวหน้าสำนักงานผู้แทนฯ ทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนภายใต้ทีมประเทศไทย ขับเคลื่อนการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของไทยกับประเทศต่างๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและอาเซียน

นายรักษ์ระบุว่า เวียดนามเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงทั้งด้านการค้าและการลงทุนด้วยจำนวนประชากรเกือบ 100 ล้านคน ทำให้มีแรงงานเพียงพอรองรับการเติบโตของภาคธุรกิจ สามารถผลิตสินค้าในต้นทุนที่ต่ำกว่าหลายประเทศ ประชากรและนักลงทุนต่างชาติในเวียดนาม มีความต้องการใช้สินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคและป้อนภาคอุตสาหกรรมจำนวนมาก

ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลเวียดนามส่งเสริมการค้าเสรีและการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจเวียดนามยังขยายตัวดี แม้ในปีที่ผ่านมา เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เวียดนามยังสามารถรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ได้เกือบ 3% สวนทางกับประเทศส่วนใหญ่ในโลกที่เศรษฐกิจเผชิญภาวะหดตัว

ในปี 2564 เศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มเติบโตถึง 6.5% ผู้ประกอบการไทยจึงมีโอกาสอีกมากที่จะขยายธุรกิจการค้าและการลงทุนเข้าไปยังตลาดเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 4 ของไทย เป็นรองจากตลาดหลักอย่างสหรัฐ จีน และญี่ปุ่น

สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปเวียดนาม ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และน้ำมันสำเร็จรูป ขณะที่การลงทุนของไทยในเวียดนามกระจายอยู่ในหลากหลายธุรกิจ อาทิ นิคมอุตสาหกรรม พลังงาน อาหารแปรรูป ปิโตรเคมี และบรรจุภัณฑ์ โดยไทยเป็นนักลงทุนรายใหญ่อันดับ 7 ในเวียดนาม

“ธนาคารมีเป้าหมายขยายสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการไทยใน CLMV เพิ่มขึ้น คิดเป็นยอดคงค้างเงินให้สินเชื่อ 50,000 ล้านบาท ภายในปี 2568 เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด 45% จากยอดคงค้างจำนวน 34,500 ล้านบาทในปี 2563”

ทั้งนี้ EXIM BANK เปิดดำเนินการสำนักงานผู้แทนแห่งแรกในย่างกุ้ง เมียนมา เมื่อปี 2560 จากนั้นจึงเปิดสำนักงานผู้แทนในเวียงจันทน์ สปป.ลาว และพนมเปญ กัมพูชา ในปี 2561 และ 2562 ตามลำดับ ส่วนสำนักงานผู้แทนในนครโฮจิมินห์ มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2564 ถึงต้นปี 2565

นายรักษ์ระบุว่า การจัดตั้งสำนักงานผู้แทนใน CLMV ครบถ้วนทั้ง 4 แห่ง เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงการคลัง เพื่อส่งเสริมให้ผู้ส่งออกและนักลงทุนไทยสามารถแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจในตลาดต่างประเทศได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจอยู่มาก

การเปิดสำนักงานผู้แทน EXIM BANK ในนครโฮจิมินห์ ยังสอดคล้องกับนโยบาย Dual-track Policy ของ EXIM BANK ในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยภายใต้บทบาท “ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (Thailand Development Bank)” ควบคู่กับการทำหน้าที่ “ศูนย์บริการครบวงจรเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศให้แก่ SMEs (One Stop Trading Facilitator for SMEs)” ในตลาดเวียดนาม

ในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนไทย-เวียดนาม ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง EXIM BANK พร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยส่งออกสินค้าโดยเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่ากับผู้ประกอบการเวียดนาม อาทิ การส่งออกสินค้าประเภทชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และวัสดุก่อสร้างป้อนภาคการผลิตของเวียดนาม

การเข้าไปลงทุนของคนไทยในธุรกิจสนับสนุน อาทิ บรรจุภัณฑ์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอื่นของเวียดนาม การแปรรูปอาหารและสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นธุรกิจที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ สอดคล้องกับการสนับสนุนของรัฐบาลเวียดนามเพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับการผลิตสินค้าเกษตร

รวมถึงการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่ทั่วโลกให้ความใส่ใจ ไปจนถึงธุรกิจในโลกยุค New Normal เช่น ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ธุรกิจคลังสินค้าออนไลน์ (Fulfillment) และธุรกิจดิจิทัล

พร้อมกันนี้ ธนาคารได้ลงนามในสัญญาสนับสนุนทางการเงินกับธนาคารเพื่อการลงทุนและพัฒนาแห่งประเทศเวียดนาม (BIDV) จำนวน 100 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3,000 ล้านบาท เพื่อให้ BIDV นำเงินลงทุน ดังกล่าวไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน รวมถึงสนับสนุนการส่งออกสินค้า การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อขยายการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับเวียดนาม และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการของสองประเทศ

โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องสั่งซื้อสินค้าจากประเทศไทยอย่างน้อย 50% ซึ่งธนาคารจะขยายการสนับสนุนเงินในรูปแบบดังกล่าวนี้ไปยังประเทศอื่นๆ ใน CLMV เพื่อสร้าง เครือข่ายทางธุรกิจ รวมทั้งยกระดับความ เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคนี้ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ ธนาคารยังได้รับเกียรติจากนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง นำคณะไปเยี่ยมชมลูกค้าของเอ็กซิมแบงก์ ในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ คือบริษัท Truong Thanh Quang Ngai Power and High Technology Joint-Stock Company (TTQN) โดยมีนายวรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ให้การต้อนรับ ณ เมืองบินเหงียน จ.กว๋างหงาย เวียดนาม

ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SSP) กำลังการผลิต 49 เมกะวัตต์ จำหน่ายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าเวียดนาม ภายใต้สัญญา ซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี โดยธนาคารสนับสนุนเงินกู้ระยะยาวจำนวน 32.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการก่อสร้างและดำเนินงานโรงไฟฟ้าดังกล่าว

การสนับสนุนผู้ประกอบการไทย เป็นการตอกย้ำว่า สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่มุ่งทำหน้าที่มากกว่าธนาคาร (Beyond Banking) พัฒนาเครื่องมือใหม่ๆ ในการสนับสนุนภาคธุรกิจอย่างครบวงจร

ขณะที่รัฐบาลเวียดนามมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานทดแทนอย่างจริงจัง เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตสูง จึงเป็นโอกาสดีที่นักธุรกิจไทยจะเข้าไปลงทุนด้านพลังงานทดแทน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG Economy)

ก่อนเดินทางกลับ ได้แวะเยี่ยมชมกิจการห้างค้าส่งและค้าปลีก MM Mega Market ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เอ็มเอ็ม เมก้ามาร์เก็ต เวียดนาม จำกัด ในกลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น โดยมี TCC Land International Pte. Ltd. ในเครือบริษัท ทีซีซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้ถือหุ้น

โดย MM Mega Market เป็นห้างค้าส่ง รายเดียวในเวียดนาม มีสินค้าหลากหลาย และ นำนโยบายสีเขียวเข้ามาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ด้วยความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นโอกาส และช่องทางการค้าสำคัญ ในการส่งออกสินค้าจากประเทศไทย ไปขายยังประเทศเวียดนามมากขึ้น

“การมาเยือนเวียดนามในวันนี้เราได้ปลดล็อกจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายของ CLMV มันคือการแต่งงานระหว่างทุนไทย และทุนเวียดนาม ที่งดงาม ไม่มีฝ่ายใดได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์มากกว่ากัน” นายรักษ์กล่าวทิ้งท้าย

เป็นการตอกย้ำธนาคารรัฐเพื่อการพัฒนาตัวจริง

พรเทพ อินพรหม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน