ผลสำรวจนิด้าโพลล่าสุด เรียกเสียงฮือฮา เมื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย มีคะแนนนำเป็นอันดับ 1 ที่ประชาชนสนับสนุนให้นั่งนายกฯ
แซง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เรตติ้งตกไปอยู่ลำดับที่ 4
นักวิชาการมองผลสำรวจดังกล่าวอย่างไร

สติธร ธนานิธิโชติ
ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย
สถาบันพระปกเกล้า

ผลสำรวจนิด้าโพลล่าสุด คนหนุนให้ น.ส.แพทองธาร เป็นนายกฯ ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ส่วนพล.อ.ประยุทธ์ หล่นลงมาอยู่อันดับ 4 ถือว่ามีผลพอสมควร เพราะก่อนหน้านี้นิด้าโพลก็แม่นในการสำรวจรอบเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นำมาตลอด รอบนี้ผล ออกมาอย่างไรก็น่าเชื่อ แต่ต้องแยกเป็นหลายส่วน

กรณี น.ส.แพทองธาร สำรวจมาเป็นครั้งที่สองของปีก็ขึ้นสูงเป็นที่หนึ่งแล้ว แต่มองอีกมุมไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะการสำรวจของนิด้าพรรคเพื่อไทยได้คะแนน นิยมสูง ดังนั้น คนที่เป็นผู้นำพรรคก็ได้คะแนนสูงในระดับเดียวกับพรรค ดังนั้น ใส่ชื่อใครลงไปก็ได้คะแนนนิยมสูง ไม่ใช่ความนิยมส่วนตัวของ น.ส.แพทองธาร อย่างเดียว

มีจุดสังเกตจากเมื่อก่อนพรรคเพื่อไทยเป็นคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ตอนนั้นผลโพลคุณหญิงสุดารัตน์ ก็ยังได้คะแนนสูงอยู่ แต่วันนี้ย้ายไปอยู่พรรคไทยสร้างไทย ไม่ได้อยู่พรรคเพื่อไทย ก็ส่งผลให้ น.ส.แพทองธาร มีคะแนนสูงขึ้น ดังนั้น การทำโพลรอบนี้เห็นชัดเจนว่าเสียงมาจากพรรคเพื่อไทย หากวันหนึ่ง น.ส.แพทองธาร ได้คะแนนโดดกว่าพรรคเพื่อไทย ค่อยว่าเป็นความนิยมส่วนตัว

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีทั้งช่วงขึ้นและช่วงลง เพราะความนิยมที่ประชาชนมีต่อตัว พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เกี่ยวกับพรรคพลังประชารัฐ ดังนั้น ช่วงไหน โอเคก็น่าจะได้คะแนนขึ้น แต่ถ้าช่วงไหนไม่โอเคคะแนนก็จะลดลง รอบนี้คะแนนลงมากหน่อย หากสำรวจอีกทีเดือนหน้าคะแนนก็อาจจะได้ประมาณนี้

แต่อีกสามเดือนข้างหน้าก็ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร เพราะการสำรวจเป็นไปตามกระแสและความสามารถของรัฐบาลในการบริหารงานช่วงนั้นๆ ช่วงนี้เศรษฐกิจ ไม่ดี รัฐบาลก็ไม่โชว์ผลงานในการแก้ปัญหา

ส่วนอีก 18 เปอร์เซ็นต์ที่ยังไม่หนุนใคร ซึ่งมากเป็นอันดับสองของการสำรวจก็เป็นเรื่องปกติ เหมือนตอนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครผลสำรวจก็อยู่อันดับสอง เพราะยังไม่ถึงเวลาต้องเลือก

ถามว่าจะเป็นตัวแปรหรือไม่ก็เป็นตัวแปรได้แต่ ไม่มาก เพราะคนกลุ่มนี้อาจตัดสินใจได้สองแบบคือตัดสินใจตามความชอบ ชอบใครก็เลือกคนนั้น และ เทไปให้คนที่นำเป็นที่ 1 ตามกระแส

ส่วนเสียงสนับสนุนซีกฝ่ายค้านทั้งพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลเพิ่มขึ้น ขณะที่พรรครัฐบาลกลับคะแนนลดลงนั้น ถ้าเลือกตั้งวันอาทิตย์นี้พรรคฝ่ายค้านก็ชนะ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เลือกตั้ง ดังนั้น เป็นเรื่องที่พรรคฝ่ายรัฐบาลต้องถอดรหัสว่าต้องทำอะไรให้คนประทับใจมากขึ้นเพื่อคะแนนที่เพิ่มมากขึ้น

ที่นายกฯ มองว่าคะแนนนิยมตกเป็นเพราะสื่อเสนอแต่ข่าวแง่ลบของตัวเองนั้น ถ้านายกฯ ทำดีแล้วสื่อเสนอข่าวน้อย เช่น 10 เรื่องสื่อเสนอ 5 เรื่องก็ไปอย่าง แต่สื่อก็เสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมาว่านายกฯ ทำอะไรบ้าง และเท่าที่เห็นสื่อเสนอก็เสนอตามเนื้อผ้า

อย่างไรก็ตาม ผลโพลที่ออกมาคงไม่ได้ชี้ขาดผลเลือกตั้งทั้งหมด เพราะไม่ใช่จะมีเลือกตั้งเร็วๆ นี้ ยังมีเวลาอีกอย่างต่ำก็ 5 เดือน อย่างมากก็เกือบปี อะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่ที่จะเกิดแน่ๆ ในเร็วๆ นี้คือ ผลสำรวจที่ออกมาจะมีผลให้ฝ่ายค้านนำไปใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ว่าเป็นเสียงสะท้อนของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล

กิตติ ลิ่มสกุล
นักวิชาการอิสระ ด้านเศรษฐศาสตร์

ผลสำรวจดังกล่าวเป็นความรู้สึกของประชาชนกลุ่มหนึ่ง การจะทำโพลต้องสุ่มจากตัวอย่างที่ใหญ่กว่านี้ อย่างไรก็ตาม มีความเป็นจริงในเรื่องของลำดับ แต่ไม่ได้หมายความว่า จะทำให้พรรคเพื่อไทยคิดว่าจะเป็นเช่นนั้นในระยะสั้น เพราะน.ส.แพทองธาร ยังต้องใช้เวลาในการบริหารการเมือง รวมทั้งการเข้าไปเกี่ยวข้องกับประชาชน ต้องใช้เวลาอีก สักพัก

แต่ในอนาคตอันใกล้ หาก พล.อ.ประยุทธ์ ยุบสภาหรือลาออก ก็จะทำให้ น.ส.แพทองธาร สามารถนำนโยบายที่ คิดไว้ไปสู่การปฏิบัติ โดยเฉพาะเรื่องเรื่องเศรษฐกิจสมัยใหม่ สำหรับคนรุ่นใหม่ ฉะนั้นผลโพลนี้เป็นโพลที่ดีแต่ไม่ใช่ ต้องไปวางแผนหรือทำตาม เพราะความรู้สึกของประชาชนมีวูบขึ้นวูบลงตามความรู้สึกต่อการเมืองขณะนั้น

และครั้งนี้อาจเป็นผลจากที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้คะแนนเสียงแบบแลนด์สไลด์ โดยที่ น.ส.แพทองธาร ก็ได้เดินสายลงพื้นที่ เรื่องลำดับจึงถูกต้องเพราะลำดับความนิยมของ น.ส.แพทองธาร ดีขึ้นเรื่อยๆ ทางด้านของพล.อ.ประยุทธ์ ลำดับก็ลดลงมาเรื่อยเช่นกัน

สิ่งที่ควรพิจารณาก็คือพรรคเพื่อไทยควรศึกษาว่า ผทำอย่างไรให้เข้าถึงประชาชน น.ส.แพทองธาร ต้องทำการบ้านให้ประชาชนยอมรับ ในเนื้อหาสาระที่เหมือนสมัย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทำไว้ เพราะเป็นนโยบายที่จับต้องได้หมด มายุคลูกก็ต้องนำมาปฏิบัติและนำเสนอให้ประชาชนยอมรับ ฉะนั้น น.ส.แพทองธาร ต้องผ่านการสอบหรือการเลือกตั้งอีก 1-2 ครั้ง ถึงจะมีประสบการณ์ ในการบริหารประเทศ

สำหรับสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ที่ น.ส.แพทองธาร ได้เพิ่ม จากครั้งแรกเท่าตัว ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ ลดลงจากครั้งแรก เล็กน้อยนั้น ส่วนตัวเชื่อว่าผลสำรวจของนิด้าโพลมีความ น่าเชื่อถือ ยืนยันได้ว่า น.ส.แพทองธาร มาเป็นอันดับหนึ่ง มีช่วงห่างจากพล.อ.ประยุทธ์ มากขึ้น การวิจารณ์คงพูดได้แค่นี้ เพราะต้องดูการกระจายของคะแนนหรือความแปรปรวนในการหยิบตัวอย่างด้วย ยังมีเนื้อหาอีกมาก

ส่วนเสียงสนับสนุนพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลที่ เพิ่มขึ้น ขณะที่พรรคพลังประชารัฐและพรรคประชาธิปัตย์ลดลงนั้น เป็นเพราะรัฐบาลอยู่มา 8 ปีแต่ไม่เกิดมรรคผล และไม่มีมือเศรษฐกิจที่ดี มีนายกฯ ที่ไม่ถนัดด้านเศรษฐกิจและเป็นทหาร ปกติทหารเข้ามาก็อยู่พักเดียวแต่พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ถึง 8 ปี ทำให้เสียรังวัด

ขณะที่ซีกฝ่ายค้าน พรรคก้าวไกลเป็นพรรคที่ดีวันดีคืน เป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ ถ้าลดความมืออาชีพ ลดอุดมคติลง ยังเชื่อมั่นว่าจะเป็นผู้นำในอนาคต ด้านหนึ่งเป็นมิตรภาพกับพรรคเพื่อไทย อีกด้านหนึ่งเป็นคู่แข่งที่สำคัญยิ่ง ขณะที่เพื่อไทยต้องถ่ายเลือดอีก 1-2 ครั้ง และเชื่อว่าต้องปรับโครงสร้างอย่างแน่นอน

ที่นายกฯ มองว่าสื่อมวลชนเป็นต้นเหตุทำให้เรตติ้งตกนั้น ให้มองกลับกันสื่อสั่งประชาชนไม่ได้ ซึ่งเปรียบเสมือนกระจกเงา ต้องมองแบบเอไปบี เอคือประชาชนเขาพูดก่อน เขาคิดก่อน เขาลงเสียงก่อน จากนั้นสื่อถึงนำมาเสนอ นายกฯขาลงอย่าไปฝืน

หากดูตามโพล ถ้ามีการเลือกตั้งวันพรุ่งนี้เพื่อไทยชนะแน่นอน แต่ยังไม่มีการเลือกตั้ง รัฐบาลต้องดึงไปอีกหลายเดือน น่าจะถึงมี.ค.66 รัฐบาลจึงวางแผนไว้แล้วว่าจะพยายามทำให้เศรษฐกิจฟื้นด้วยการท่องเที่ยว หากถึงช่วงนั้นทำได้จะเปลี่ยนทันที แต่เชื่อว่าจะมีปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมาก

พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ผลสำรวจอาจเป็นผลมาจาก 3 ประการใหญ่ คือ 1.มองจากการเมืองที่ผ่านมาพบว่าพรรคเพื่อไทยยังคงเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมมาโดยตลอด ไม่ว่าจะถูกรัฐประหารถึง 2 ครั้ง คือปี 2549 และ ปี 2557 ก็ยังพบว่าการเลือกตั้งทุกครั้งมีความนิยมเป็นอันดับ 1 เสมอ

2.ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่อยู่มา 8 ปี มีการท้าทายครั้งใหญ่ตั้งแต่เรื่องโควิด-19 ซึ่งรัฐบาล ต้องควบคุมสถานการณ์ ซึ่งกระทบไปถึงภาคเศรษฐกิจด้วย ยังไม่รวมถึงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่กระทบต่อราคาเชื้อเพลิง ทำให้ประชาชนเห็นภาพว่ารัฐบาลเข้าไปรับมือได้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ

และ 3. คือปรากฏการณ์การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. การที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชนะเลือกตั้ง มีผลกับการสร้างความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจแก่รัฐบาลและตัวนายกฯ เอง ทั้งทางตรงทางอ้อม เพราะนายชัชชาติ แอ๊กทีฟ ทำงานทุกวัน สื่อก็ลงข่าวทุกวัน เมื่อนักข่าวไปถามนายกฯ จะเห็นปฏิกิริยากระฟัดกระเฟียด สะท้อนว่าเกิดอาการเปรียบเทียบระหว่างผู้ว่าฯ กทม.ที่เพิ่งได้รับตำแหน่ง กับนายกฯ ที่อยู่มานานแล้ว

3 ปัจจัยนี้จึงไม่แปลกใจที่ น.ส.แพทองธาร เป็นที่ 1 แคนดิเดตนายกฯ เพราะเป็นความหวังของประชาชน

ไม่เพียงอันดับที่เปลี่ยนแปลง แต่สัดส่วนเปอร์เซ็นต์ที่สนับสนุน น.ส.แพทองธาร เพิ่มขึ้นจากครั้งแรกเท่าตัว ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้คะแนนลดลงจากครั้งแรก เล็กน้อย ก็มองได้ว่าประชาชนเริ่มตั้งข้อสงสัยกับการบริหารจัดการ และไม่มั่นใจว่ารัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จะนำพาประเทศพ้นวิกฤตอนนี้ได้หรือไม่ ซึ่งขณะนี้ถือว่ารุนแรงมาก เช่น เรื่องน้ำมัน

ที่โพลแสดงออกเช่นนี้เพราะประชาชนเห็นว่าการมีผู้นำคนใหม่น่าจะมีความหวังมากกว่าผู้นำคนเดิม ซึ่งนำพาประเทศมาแล้ว 8 ปี แต่ไม่น่ามีอะไรดีขึ้น ประกอบกับกระแสตีกลับจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุจะอยู่ต่อโดยลงเป็นแคนดิเดตนายกฯ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ทำให้ประชาชนมีปฏิกิริยาปฏิเสธ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังสนับสนุนอยู่ด้วย

ในส่วนของเสียงหนุนพรรคซีกรัฐบาลที่ลดลง ขณะที่ซีกฝ่ายค้านเสียงเพิ่มขึ้นก็เนื่องจากการทำงานของรัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพ ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลหลักไม่สามารถแก้วิกฤตประเทศได้ จึงมองตัวเลือกอื่นซึ่งฝ่ายค้านก็คือรัฐบาลทางเลือก

ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์โทษสื่อนำเสนอแต่ข่าวแง่ลบของตนเองและรัฐบาลทำให้เรตติ้งตกนั้น สื่อในประเทศมีหลายสื่อ การพูดแบบนี้เหมือนมีแต่สื่อมองตัวเองในแง่ลบซึ่งเป็นไปไม่ได้ ไม่ตรงตามข้อเท็จจริง อีกทั้งหน้าที่ของสื่อคือการตรวจสอบรัฐบาลและเป็น กระบอกเสียงให้ประชาชน อันไหนที่คิดว่าไม่เป็นจริงฝ่ายรัฐบาลก็สามารถชี้แจงได้

นายกฯ ต้องเปลี่ยนมุมมองว่าสิ่งที่สื่อกำลังนำเสนอเป็นการตรวจสอบมากกว่า นายกฯ และรัฐบาลมี หน้าที่ในการชี้แจง การที่สื่อนำเสนอข่าวก็ไม่ต่างจากกรณีรัฐสภาตั้งกระทู้ถามให้นายกฯ ไปตอบ เมื่อนายกฯ ไม่ไปตอบก็ถูกท้วงติง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน