อานิสงส์เปิดประเทศนักท่องเที่ยวพรึ่บ-โควิดบางตา

หอการค้าไทยเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค มิ.ย. เริ่มฟื้นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน คาดไตรมาส 3/2565 เศรษฐกิจดีดสุด ดันจีดีพีทั้งปีแตะ 3.1%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่น ผู้บริโภค เดือนมิ.ย. 2565 ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 41.6 จากเดือนพ.ค. อยู่ที่ระดับ 40.2 เป็นการปรับตัวขึ้นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคมองว่าเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวขึ้นเล็กน้อย จากสถานการณ์โควิดและมาตรการผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ ทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้ ประกอบกับมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเพิ่มขึ้นแม้จะมีความกังวลในสถานการณ์ราคาน้ำมันก็ตาม

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 35.7 ปรับขึ้นมาจาก 34.3 ในเดือนพ.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 49.8 ปรับขึ้นมาจาก 48.5 ในเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวแต่ยังต่ำกว่าระดับปกติ

สำหรับปัจจัยบวกที่หนุนดัชนีปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ การเปิดประเทศ โควิด-19 คลี่คลาย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ปัจจัยลบคือราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับเพิ่มขึ้น, ปัญหาของแพง, ผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน อาจทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า และค่าเงินบาทอ่อนค่า

นายธนวรรธน์กล่าวว่า สัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมองว่า ครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้นเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 3/2565 โดยหอการค้าไทยประเมินการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปี 2565 อยู่ในกรอบ 2.5-3.5% หรือเฉลี่ย 3.1% ขณะที่ไตรมาส 3 มองการขยายตัวเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 4.1% และไตรมาส 4 ขยายตัว 3.8%

โดยเป็นผลมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น โดยมองว่าครึ่งปีหลังจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 6-8 ล้านคน และจากการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ส่งผลทำให้ธุรกิจกลางคืนเริ่มกลับมาฟื้นตัว ส่งผลให้มีเงินสะพัดเฉลี่ย 50,000 ล้านบาทต่อเดือน จึงส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ส่วนการส่งออกของไทยคาดว่าเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 5-7% ส่วนปัญหาเงินเฟ้อ มองอยู่ในกรอบที่ 5.5-6.5% ทั้งปี คาดว่าอยู่ที่ 6.2% โดยเฉลี่ยครึ่งปีหลังประเมินไว้อยู่ที่ 6.7% ทั้งนี้ ยังมองว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกคงไม่ทะลุไปที่ 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยมองว่าจะเฉลี่ยอยู่ประมาณ 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเอกชนจะต้องมีการปรับตัวและลดต้นทุน

สำหรับสถานการณ์ค่าเงินบาทที่ทะลุ 36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ปัจจัยมาจากเรื่องของเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าส่งผลให้มีเงินทุนไหลออก โดยคาดว่าค่าเงินบาทในช่วง 1-3 เดือนหลังจากนี้ จะทรงตัวอยู่ในระดับ 36-36.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน