ด้วยแรงแห่งสัจจะอธิษฐาน

ฝึกจิต

ฤดูแห่งการเข้าพรรษา ปี 2565 เวียนมาบรรจบครบรอบอีกครั้งในช่วงสัปดาห์นี้ ซึ่งพระสงฆ์จำเป็นต้องเลือกอยู่จำพรรษา ณ สถานที่ใดที่หนึ่ง ตามพุทธฎีกาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงบัญญัติให้พระภิกษุค้างแรมอยู่กับที่ตลอดฤดูฝน 3 เดือนเต็ม ในสถานที่อันเหมาะสม เช่น ตามโคนต้นไม้ ในถ้ำ ในเงื้อมเขา หรือในบ้านร้าง แม้กระทั่งในกองเกวียน ก็สามารถจำพรรษาได้ เพราะสมัยก่อนการขนสินค้าไปขาย บางคราวไปกันแรมปี พระภิกษุที่ติดตามกองเกวียนไปเพื่ออนุเคราะห์แก่บรรดาพ่อค้าให้มีโอกาสสดับฟังพระธรรมเทศนา จึงต้องพลอยจำพรรษาในกองเกวียนตามไปด้วย เป็นต้น

ต่อมาเมื่อประชาชนมีศรัทธาในพระพุทธศาสนามากขึ้น จึงนิยมสร้างอารามใกล้บ้านถวายแก่พระสงฆ์ แล้วนิมนต์พระที่เดินทางผ่านมาให้อยู่จำพรรษา เพื่อที่ตนเองและเพื่อนบ้าน จะได้มีโอกาสทำบุญใส่บาตร รับฟังธรรมะ เพิ่มเติมบุญกุศลเป็นพิเศษให้แก่ตัวเองในระหว่างเข้าพรรษา ทำให้พระสงฆ์เริ่มมีที่อยู่อาศัยอย่างเป็นที่เป็นทาง พอเวลาผ่านไปนานเข้าก็กลายเป็นค่านิยมว่า เมื่อถึงเทศกาลเข้าพรรษา พระสงฆ์ต้องเลือกอยู่จำพรรษาภายในอารามใดอารามหนึ่ง

อย่างปีนี้ ผู้เขียนเองก็จะเดินทางนำพระสงฆ์ไทยไปจำพรรษา ณ วัดไทยต่างๆ ในประเทศอินเดีย จำนวน 30 รูป เพื่อกลับไปฟื้นฟูวัดวาอารามในแดนพุทธภูมิ หลังจากผ่านสถานการณ์โควิด-19 ระบาดมาเกือบสามปี

ความจริง ในระยะแรกที่พระพุทธเจ้าเริ่มประกาศพระศาสนา พระองค์ยังไม่มีการบัญญัติให้พระภิกษุต้องอยู่จำพรรษา แต่เนื่องจากในช่วงเวลานั้นมีการแก่งแย่งแข่งขันกันในเรื่องศาสนาสูงมาก ศาสนาส่วนใหญ่ใช้ข้อวัตรปฏิบัติที่ดูแล้วเข้มงวดกว่าปกติเป็นจุดขาย เช่น ศาสนาเชนของศาสดามหาวีระ มีรูปแบบการปฏิบัติที่ดูเคร่งครัดจริงจัง เมื่อเดินไปไหนต้องใช้ไม้กวาดมากวาดถนนก่อน เพราะกลัวจะเหยียบสิ่งมีชีวิตเล็กๆ หรือ เมื่อหายใจก็ต้องใช้ผ้าปิดจมูก เพราะกลัวจะสูดเอาเชื้อโรค หรือแบคทีเรียเข้าไป ซึ่งกลุ่มของชาวเชน มีการบัญญัติไม่ให้เดินทางในฤดูฝน เนื่องจากฤดูฝนเต็มไปด้วยสัตว์เล็กสัตว์น้อยมากมาย เช่น แมลงเม่า เป็นต้น ดังนั้นจึงห้ามสาวกทั้งหมดเดินทางในฤดูฝน

เมื่อศาสดาของศาสนาเชนกำหนดข้อห้ามไว้ดังนี้ คนอินเดียที่นับถือศาสนาเชนเป็นจำนวนมาก ก็จดจำจนขึ้นใจว่า เมื่อถึงฤดูฝน เหล่านักบวชจะไม่เดินทาง พอต่อมาศาสนาพุทธปรากฏขึ้น ชาวบ้านทั้งหลายก็จำฝังใจไปแล้วว่า เมื่อถึงฤดูฝนเหล่านักบวชจะต้องอยู่ประจำที่ ไม่เดินทางไปไหน แต่นักบวชของศาสนาพุทธกลับยังเดินทางกันอยู่ ดังนั้นพระสงฆ์จึงได้รับคำตำหนิติเตียนจากชาวบ้านเป็นอันมาก จนนำไปสู่ข้อกำหนดที่ทำให้พระสงฆ์เองก็ต้องอยู่ จำพรรษาในฤดูฝนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การอยู่จำพรรษานับเป็นคุณความดีที่จะเกิดขึ้นแก่ตัวชาวพุทธหลายประการ เช่น ทำให้พระสงฆ์มีโอกาสหยุดพักจากการตรากตรำเดินทางในฤดูฝน ทำให้สามารถรับฟังธรรมคำสั่งสอนจากครูบาอาจารย์ หรือได้ศึกษาเล่าเรียนทั้งปริยัติและปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เป็นการเพิ่มคุณธรรมความดีให้แก่ตนเอง ตลอดจนญาติโยมจะได้มีโอกาสทำบุญใส่บาตรและฟังธรรมจากพระสงฆ์อย่างเต็มที่

ในช่วงเวลาเข้าพรรษานี้ สำหรับฝ่ายฆราวาสเองก็ควรจะสร้างความดีเพิ่มเติมให้เข้มงวดมากขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 3 เดือน “ด้วยการตั้งเป็นสัจจะ” เช่น การตั้งใจสวดมนต์บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตรวันละ 1 จบ หรือใส่บาตรอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง หรือ รักษาศีล 8 ให้ครบทุกวันพระ หรือนั่งสมาธิวันละ 15-30 นาที เป็นต้น

โดย ‘อย่ากลัว’ ว่าจะทำไม่ได้จน ‘ไม่กล้า’ ตั้งเป็นสัจจะ ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าไม่จำเป็นต้องตั้งสัจจะอธิษฐาน เพียงแค่ตั้งใจไว้เท่านั้นก็พอ เพราะถ้าทำไม่ได้จะกลายเป็นไม่ดี หรือ เป็นการผูกมัดตัวเอง หรือ สารพัดเหตุผลที่จะยกมาอ้าง เพื่อไม่ให้ตั้งสัจจะ ซึ่งนักปฏิบัติธรรมที่ดีควรทราบว่าถ้าคิดแบบนี้ แสดงว่ากำลังใจยังอ่อนแอ ยังไม่เด็ดขาดเพียงพอที่จะเข้าถึงความดีในระดับของความเป็นพระอริยเจ้า เพราะการจะเข้าถึงความดีได้นั้น ต้องมีความเด็ดขาดและกำลังใจที่เข้มแข็ง เมื่อตั้งใจแล้วก็ไม่ควรลังเลที่จะลงมือทำให้สำเร็จ

ข้อสำคัญ คือ ความดีที่ตั้งไว้ด้วยสัจจะตลอด 3 เพือน เมื่อทำสำเร็จลุล่วงลงได้ จะมีกำลังอานิสงส์มหาศาล มีผลยิ่งใหญ่ไพบูลย์กว่าปกติ และมีพลังขับเคลื่อนแรงอธิษฐาน ที่ปรารถนาบังเกิดความสำเร็จได้ดีขึ้นอีกมากมาย

พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน