เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมาก กรณี ส.ส.ซีกรัฐบาล ส.ว. ขานรับบัญชา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
โหวตกลับมติตัวเอง จากสูตรคำนวณส.ส.บัญชี รายชื่อ แบบหารด้วย 100 ไปเป็นสูตร 500 หาร
การชูสูตรดังกล่าวขัดร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไข หรือไม่
และเป้าหมายการพลิกมติดังกล่าวคืออะไร
ยุทธพร อิสรชัย
คณะรัฐศาสตร์ มสธ.
การพลิกมติไม่ได้เหนือความคาดหมาย มีสัญญาณอยู่พอสมควร เพราะมี กมธ.คนหนึ่งมาจากหัวหน้าพรรคจิ๋ว เข้ามาเป็นกมธ.ในสัดส่วนครม. และเป็นคนที่เสนอสูตรหาร 500 ทำให้คิดได้ว่ามีการเตรียมการไว้ก่อนจากฝั่งรัฐบาลหรือไม่
สะท้อนว่าการต่อสู้นี้เป็นเพียงเทคนิคทางการเมือง ที่จะทำให้ระบบเลือกตั้งเป็นกลไกหรือเครื่องมือการเข้าสู่อำนาจของบางกลุ่ม การเลือกตั้งไม่ได้เป็นของประชาชน ไม่ได้สะท้อนเจตจำนงประชาชน เป็นแค่เรื่องเทคนิคมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชน
สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะโจทย์การเมืองเปลี่ยน การแก้รัฐธรรมนูญเมื่อปี 2564 เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐต้องการแก้ปัญหาพรรคจิ๋ว ทั้งเรื่องแจกกล้วยและเรื่องงูเห่า และวันนี้พรรคพลังประชารัฐมีแนวโน้มเป็นพรรคขนาดกลาง หลังเกิดการแตกตัวเป็นพรรคเศรษฐกิจไทย
พรรคร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่ก็เป็นพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ทำให้โอกาสจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อมีมากกว่าหากหาร 500 เมื่อบริบทการเมืองที่เปลี่ยน ความได้เปรียบเสียเปรียบมีส่วนทำให้เกิดพลิกเกมแบบนี้
ปัจจัยที่สำคัญอีกส่วนคือการที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กลัวพรรคเล็กพรรคจิ๋วไม่โหวตให้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะมาถึง
ถ้าไม่ปิดเกมในสัปดาห์นี้จะมีความยืดเยื้อ เพราะสัปดาห์ถัดไปจะมีวันหยุดหลายวัน แล้วจะมีการซักฟอกทำให้กฎหมายถูกเลื่อนไปพิจารณาช่วงต้น ส.ค. ซึ่งเข้าสู่โซนอันตราย เพราะมีเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ 8 ปี ทิศทางการเมืองตรงนั้นจะส่งผลทางจิตวิทยากับ ส.ว.และส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ทำให้ชิงดำเพื่อปิดเกม
การหาร 500 เป็นผลมาจากการแก้ไขและธรรมนูญปี 2564 ไม่สะเด็ดน้ำ ทำให้มีบทบัญญัติบางส่วนที่สนับสนุนแนวคิดหาร 500 ว่ายังทำได้ แต่โดยหลักกฎหมายใหม่ยกเลิกกฎหมายเก่า แม้มีบทบัญญัติ ตกค้างจากระบบจัดสรรปันส่วนผสม ก็ต้องไปดูเนื้อหารัฐธรรมนูญที่แก้ไขใหม่ รวมทั้งเจตนารมณ์
ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขปี 2564 มาตรา 83 กำหนดชัดเจนระบบเลือกตั้งเป็นระบบคู่ขนาน 2 ส่วน คือส.ส.เขต และส.ส.บัญชีรายชื่อ ขณะที่มาตรา 91 เขียนชัดเจนการคำนวณสัดส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องเป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กันโดยตรงกับคะแนนเสียงที่พรรคนั้นได้รับคือการหารด้วย 100
หลังจากนี้จะมีด่านใหญ่สองด่านเข้ามาเกี่ยวข้อง คือการไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ และเนื่องจากเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง โดยกระบวนการต้องส่งร่างไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา และกกต. พิจารณาว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งจะเป็นการวางบรรทัดฐาน
ทั้งนี้ สูตรนี้พรรคขนาดกลางจะได้เปรียบ อย่างพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือในอนาคตหากพรรคพลังประชารัฐ ลดขนาดลงมาเป็นพรรคขนาดกลาง พรรคขนาดเล็กยังพอมีโอกาสบ้าง แต่พรรคจิ๋วจะหารอย่างไรก็ยาก
พรรคที่เสียเปรียบคือเพื่อไทยแต่ไม่ได้เป็นปัจจัยที่จะหยุดยั้งเป้าหมายการแลนด์สไลด์ หากวางยุทธศาสตร์ให้ดี แตกออกมาเป็นสองพรรค และการแลนด์สไลด์ไม่ได้เกี่ยวข้องแค่การหาร 100 หรือ 500 แต่เกี่ยวข้องกับความนิยมของประชาชน เพื่อไทยต้องได้ส.ส.ครบทุกภูมิภาคแต่ภาคใต้ยังถือเป็นจุดอ่อน
สมชาย ปรีชาศิลปกุล
คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่
ไม่ว่าจะสูตรหาร 500 หรือหาร 100 ก็ว่ากันไปใครได้ ใครเสีย แต่ปัญหาใหญ่คือการเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง ทุกครั้งเป็นปัญหาใหญ่มาก เพราะทำให้พรรคการเมืองหรือนักการเมืองเผชิญปัญหาทุกครั้ง
เนื่องจากไม่สามารถคาดเดาได้ว่าระบบเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร เพราะเป็นการปรับล่วงหน้าไม่กี่เดือนทั้งที่ต้องใช้ระยะเวลายาวนานกว่านี้
ฉะนั้นการเปลี่ยนระบบไปมา แง่หนึ่งคือการบ่อนทำลายการพัฒนาประชาธิปไตย ตั้งแต่ปี 2540, 2550, 2560 เราเปลี่ยนระบบเลือกตั้งมาหลายครั้งมาก และยังกลายเป็นเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งเพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้มีอำนาจหลัก
เป้าหมายที่รัฐบาลพลิกมติครั้งนี้คนทั่วไปก็มองเห็น ตอนแรกรัฐบาลคิดว่าหาร 100 จะได้ประโยชน์ แต่พอ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ถอนตัวออกไป ก็รู้สึกว่าสถานการณ์เปลี่ยน ประกอบกับเป็นช่วงขาลง เดิมสนับสนุนหาร 100 กลายมาเป็นหาร 500 จึงชัดเจนการออกแบบระบบเลือกตั้งที่อ้างไม่อยากให้เสียงตกน้ำก็เป็นข้ออ้าง
แง่หนึ่งเพราะเป็นขาลงของรัฐบาลและรู้สึกว่าระบบเดิมที่ยังมี ร.อ.ธรรมนัส ใช้ได้จึงต้องเปลี่ยนระบบเลือกตั้งเพื่อทำให้ตัวเองอยู่รอดได้ ตอนนี้รัฐบาลอยู่ในภาวะลนลาน ทำให้การออกแบบการเลือกตั้งเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนเลอะเทอะ
ถ้าใช้สูตรหาร 100 เพื่อไทยจะแลนด์สไลด์หรือเปล่าก็คงยังตอบยาก เพราะหาร 100 คือหารจากจำนวนคนที่มาหย่อนบัตรให้พรรค การจะแลนด์สไลด์เป็นความต้องการของประชาชน ดังนั้นถ้ามันจะแลนด์สไลด์ก็ต้องปล่อยไป พรรคพลังประชารัฐก็อยู่ในอำนาจมานานทำไมไม่ทำให้คนรู้สึกว่าอยากลงคะแนนให้
การพลิกมติคงมีปัญหาในแง่การคาดหวังของผู้มีอำนาจ คงรู้สึกว่าสถานการณ์เปลี่ยนมาก แต่เมื่อผลโหวตของรัฐสภาออกมาอย่างนี้แน่นอนต้องมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ ก็ยิ่งทำให้กฎหมายล่าช้าลงไปอีก ซึ่งประหลาด
จะมีการเลือกตั้งอยู่แล้วยังไม่รู้ว่าระบบที่จะมาใช้เลือกตั้งเป็นอย่างไร จะคิดคะแนนอย่างไร มาแก้กันช่วงท้ายซึ่งเป็นเวลาอันสั้น สุดท้ายก็ไปตกอยู่ที่ กกต. กับ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งที่ผ่านมาเห็นแล้วว่า กกต.สามารถบริหารจัดการได้มากน้อยแค่ไหน
ปัญหาของรัฐธรรมนูญตอนนี้คือไปแก้อะไรก็ตามจะถูกตีความให้บิดเบี้ยว สถานการณ์แบบนี้สุดท้ายต่อให้เป็นหาร 100 ก็ต้องมีคนไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็อาจกลับไปสู่วังวนเดิมๆ ซึ่งเป็นปัญหาของตัวรัฐธรรมนูญและระบบการเมืองไทย ซึ่งใหญ่กว่าระบบการเลือกตั้งพอสมควร
สูตรหาร 500 ขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญไม่รู้แต่เป็นระบบเลือกตั้งที่ประหลาดมาก สมมติค่าเฉลี่ยส.ส. 70,000 คะแนน มีพรรคหนึ่ง ส.ส.เขตไม่ได้เลยแต่ ได้คะแนนบัญชีรายชื่อ 7,000,000 คะแนน หมาย ความว่าจะกวาดส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน แล้วจะเอาที่ไหนให้
และหากสมมติมี 2 พรรคที่ได้คะแนนพรรคมากเท่านี้อีกจะทำอย่างไร
เป็นระบบที่ตอบตรรกะไม่ได้ ประหลาดพิกล แก้ผ้าเอาหน้ารอด เป็นระบบที่ผู้มีอำนาจอยากยื้ออำนาจต่อถึงอธิบายอะไรไม่ได้ ทั้งที่เป็นระบบเปิดโอกาสให้มีการทุจริต เรื่องการตีความ และในแง่การบังคับใช้กฎหมายมั่ว
ผู้มีอำนาจคงตระหนักว่าคะแนนความนิยมเสื่อม ทรุดมาก แต่อยากจะยื้อให้อยู่ในตำแหน่งให้ได้จึงพร้อมจะทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำลายระบบการเมือง การทำลายระบบการเลือกตั้ง ซึ่งไม่ดีเลยไม่ดีทั้งต่อตัวผู้มีอำนาจและต่อสังคมไทยในระยะยาว
โคทม อารียา
สถาบันสิทธิมนุษยชนฯ ม.มหิดล
ผลในด้านความรู้สึก บางคนอาจใช้คำว่ากลืนน้ำลายตัวเอง เขียนด้วยมือลบด้วยเท้า กลับไปกลับมาเอาแน่ไม่ได้ ก็วิจารณ์กันไป แต่เขาคงไม่สะดุ้งสะเทือนอะไร
เป้าหมายที่แท้จริงในการพลิกมติครั้งนี้คือ กลัวว่าพรรคเพื่อไทยจะได้แลนด์สไลด์ เมื่อพรรคเพื่อไทยออกสโลแกนแบบนี้ก็เจอแบบนี้ มีการเคลื่อนไหว มีปฏิกิริยาต่างๆ ส่วนเสียงวิจารณ์เป็นเพราะนายกฯ กลัวพรรคเล็กจะไม่โหวตไว้วางใจให้นั้น มีวิธีอื่นที่ทำได้ผลมาแล้ว
สรุปคือที่บอกว่าเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่จะแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 256 ที่ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ต่อมาก็กล้อมแกล้มว่า แก้อย่างน้อยก็เรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ถือว่าแก้แล้ว
ที่สุดกลับไประบบเดิมคือแบ่งสันปันส่วนผสม หรือระบบสัดส่วน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นระบบเลือกตั้งที่ดีหรือที่ไม่ดีอย่างไร เพราะแต่ละระบบมีทั้งข้อดีและ ข้อด้อย
ระบบสัดส่วนก็มีข้อดี เพียงแต่เหมือนกับวนอยู่อย่างนี้ การเมืองคิดแต่ประเมินประโยชน์เฉพาะหน้าโดยไม่ได้ดูว่าสิ่งไหนดีสำหรับส่วนรวมในระยะยาว ครั้งนี้พอแก้มานาทีสุดท้ายเกิดวิตกกังวลว่าจะมีพรรคใดมีเสียงข้างมาก
ระบบสัดส่วนอย่างไรมีเสียงข้างมากเด็ดขาดไม่ได้ อย่างมากก็มากกว่าคนอื่นแต่ไม่เกินครึ่งหนึ่ง พอไม่ครึ่งหนึ่งถ้ามีลูกเล่นแบบกกต. เอาพรรคเล็กพรรคน้อยเข้ามาก็กล้อมแกล้มมาแล้ว บอกสูตรนี้ใช้ได้แล้ว กลับมาสูตรนี้ใหม่ ประเด็นคือทำไมต้องกลับไปกลับมา
หาร 500 พรรคเล็กก็ไปคิดว่ามีหวัง แต่อย่าลืมโจทย์อาจไม่เหมือนเดิม คำนวณไปมาพรรคเล็กอาจไม่ได้ที่นั่งก็ได้ ไม่ว่ากันถ้าจะเอาระบบนี้ เพียงแต่การคำนวณให้โปร่งใสกว่าคราวที่แล้ว
ครั้งก่อนเมื่อคำนวณไม่โปร่งใส มาคราวนี้ก็ยึกยักเดี๋ยวเปลี่ยน เดี๋ยวไม่เปลี่ยน คิดได้ตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือว่าเปลี่ยนแล้วจะเป็นอย่างไร นอกจากไม่อธิบายแล้วยังใช้คำศัพท์แสงไปเรื่อย ไม่ตกน้ำ พรรคเล็กต้องมีเสียง วาทะกรรมนำพาประชาธิปไตย
การใช้หาร 500 ก็กลับไปสู่ส.ส.พึงมี ซึ่งขัดมาตรา ที่ขอแก้ไข คือมาตรา 91 เพราะรัฐธรรมนูญที่แก้ไขแล้วเขียนไว้ชัด ส.ส.บัญชีรายชื่อได้รับการจัดสรรเป็น สัดส่วนโดยตรงกับคะแนนนิยมของพรรคนั้นในระดับประเทศ
คนเรียนคณิตศาสตร์ก็รู้แล้วว่าสัดส่วนโดยตรงก็คือถ้าคะแนนทั้งประเทศได้ 30% ก็เอาไป 30 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ได้เท่าไรสัดส่วนโดยตรงก็ตามนั้น แล้วไปหาร 500 มันคนละเรื่องกัน เพราะแปลว่าจะไม่ได้แถม การหาร 500 ไม่ใช่สัดส่วนโดยตรง นี่คือการตีความอย่างตรงไปตรงมาแบบนักคณิตศาสตร์
การส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความแน่นอนเวลาออกกฎหมายลูกก็ต้องถูกยืดออกไป แต่ไม่มีปัญหาเพราะรัฐธรรมนูญที่แก้ไขบอกว่าถ้ายังออกฎหมายลูกไม่ได้ ก็ใช้ฉบับเก่าไปก่อน ซึ่งลงล็อกรัฐบาลเขาถึงท้าให้ไปยื่นตีความ
และถ้ามีเลือกตั้งก็ต้องใช้กฎหมายฉบับเก่า ดังนั้นที่เขาทำทั้งหมดก็เพราะอยากจะให้ใช้ของเก่าอยู่แล้ว อย่าไปตีความมาก
สิ่งที่อยากทิ้งท้ายคือ ขอให้รักประชาชนและรักประชาธิปไตยให้มากๆ