มูลนิธิรามาธิบดีฯ มี ‘โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้’ ซึ่งถือเป็นโครงการเก่าแก่ ที่จัดหาเงินทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และมอบค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่นๆ ในการดำรงชีพให้แก่ผู้ป่วยยากไร้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมไปถึงการจัดหาเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพและทันสมัย เพื่อช่วยในการรักษาให้ผู้ป่วยยากไร้ได้กลับมามีชีวิตที่ดีอีกครั้ง
และ ‘โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้’ ก็มีโอกาสได้ช่วยเหลือ 2 คุณแม่หัวใจแกร่งที่ต้องเป็นทั้งกำลังหลักของครอบครัวและเป็นกำลังใจให้ลูกน้อยต่อสู้กับอาการป่วยได้ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง
ประโยคที่ว่าลูกคือดวงใจของพ่อแม่และในวันที่ลูกเจ็บป่วย หัวใจของพ่อแม่ย่อมเจ็บตามไปด้วย ประโยคนี้ไม่เกินจริงแต่อย่างใด เพราะพ่อแม่ทุกคนล้วนคาดหวังให้ลูกมีสุขภาพที่แข็งแรงและเติบโตขึ้นอย่างมีความสุข แต่สำหรับบางครอบครัวที่ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ก็ต้องปรับเปลี่ยนแผนการใช้ชีวิตและการดูแลลูกเพื่อให้พวกเขายังสามารถเติบโตขึ้นและใช้ชีวิตในสังคมได้ต่อไป
โดยคุณปิ่ณฑิรา คุณแม่ของ ‘น้องมาเวล’ บรรยายถึงความรู้สึกในวันที่รู้ว่าลูกชายของตนเป็นมะเร็งที่จอตา ว่า “ในวันที่รู้ว่าดวงตาของลูกผิดปกติ หัวใจของแม่แทบแตกสลาย”
คุณแม่น้องมาเวลเล่าว่า แม่เริ่มสังเกตว่าน้องมีอาการผิดปกติที่ดวงตาทั้ง 2 ข้างในช่วงแรกที่น้องเกิด จึงพาไปหาหมอที่คลินิกแถวบ้าน แต่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จึงตัดสินใจพาน้องมารักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ กรุงเทพฯ พบว่ามีก้อนเนื้อที่ตาสองข้างน้องเลยถูกส่งตัวมาที่รักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีตอนที่น้องอายุ ประมาณ 8 เดือน จนถึงปัจจุบันนี้
โรคมะเร็งจอตา เป็นมะเร็งที่พบบ่อย มักพบในเด็กเล็กเริ่มต้นพบด้วยอาการตาวาว ตาแดงหรือตาโปน มะเร็งจะเริ่มจากที่จอตาและขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่ได้รับการรักษา มะเร็งจะแพร่กระจายไปที่สมองหรือกระดูกไขสันหลังทำให้เสียชีวิตได้ แต่ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้องทันท่วงทีจะมีโอกาสรอดชีวิตสูงมาก ยังอาจเก็บรักษาดวงตาไว้ได้และยังมีโอกาสที่มองเห็น
“อาการของน้องมาเวลตอนนั้นคือมีเลือดออกในตา มองไม่เห็น โดยสังเกตได้จากตอนที่ยื่นของให้ ก็จะไม่มองวัตถุนั้นๆ ในฐานะที่เราเป็นแม่การที่เห็นว่าลูกเจ็บป่วยหัวใจของเราก็แทบสลายทุกครั้งที่ลูกร้องไห้” คุณแม่ ปิ่ณฑิราพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
คุณแม่น้องมาเวลเล่าเพิ่มเติมว่า ตอนนี้ ขั้นตอนการรักษาของน้อง เป็นการรักษาโดยการให้เคมีบำบัดเพื่อป้องกันไม่ให้มะเร็งแพร่กระจาย คุณแม่เองก็พยายามเข้มแข็งให้มากที่สุดเพื่อเป็นกำลังใจให้น้องสู้ต่อไป สำหรับเรื่องค่าใช้จ่ายโชคดีที่มูลนิธิรามาธิบดีฯ ให้การช่วยเหลือเรื่องค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด
“บ้านอยู่ที่ จ.อ่างทอง เดินทางไปกลับเพื่อมารับการรักษารวมๆ กันกว่า 6 ชั่วโมงแล้ว เพียงแค่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่หาเช้ากินค่ำ รายได้ก็ไม่แน่นอน หากไม่ได้มูลนิธิช่วยเหลือในส่วนนี้ก็คงลำบาก และก็ไม่รู้ว่าครอบครัวของเราจะอยู่ยังไงต่อไป”
ทั้งนี้คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นที่แรก และที่เดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia) ที่รักษาเนื้องอกในตา ด้วยวิธีการฝังแร่ เพื่อเก็บรักษาดวงตาเอาไว้ โดยไม่ต้องนำดวงตาออก

ในขณะที่คุณทชกร แม่ของน้อง ‘อาร์เซนอล’ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ สลับขั้ว ได้บอกเล่าความรู้สึกในฐานะแม่ที่ต้องเป็นกำลังใจสำคัญ ว่า ตอนที่คุณแม่คลอดน้องอาร์เซนอล พบว่าน้องมีอาการหายใจถี่และสั้น ทางโรงพยาบาลจึงส่งตัวน้องไปรักษาต่อไปที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ณ จังหวัดนครราชสีมา ก่อนที่จะตรวจพบว่าเส้นเลือดแดงสลับขั้วกับเส้นเลือดดำมีความผิดปกติ ทางทีมแพทย์จึงมีการทำบอลลูนขยาย ผนังรั่วในหัวใจให้ลูกชาย เป็นการรักษาประคับประคองเบื้องต้น
ก่อนส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ในเวลาต่อมา ทำให้น้องอาร์เซนอลได้รับชีวิตใหม่จากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจนหายเป็นปกติและสุขภาพค่อยๆ ดีขึ้น จนกลายเป็นเด็กที่สดใสร่าเริงและเติบโตสมวัยในปัจจุบัน
“สำหรับความช่วยเหลือที่ได้รับจากทีมบุคลากรทางการแพทย์ ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี และธารน้ำใจของผู้บริจาคเงินให้กับมูลนิธิรามาธิบดีฯ ถือว่าได้ช่วยเปลี่ยนชีวิตของแม่และน้องเลยก็ว่าได้ การได้รับโอกาสที่ดีครั้งนี้ ทำให้ครอบครัวของเรามีความสุขอีกครั้ง” คุณแม่ทชกรพูดทิ้งท้ายด้วน้ำเสียงที่สดใส
สำหรับ ‘โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้’ เราทุกคนสามารถส่งต่อความสุขให้แก่ผู้ป่วยยากไร้เหล่านี้ให้กลับมายิ้มได้อีกครั้งผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพราะธารน้ำใจของคนไทยทุกคนคือการสนับสนุนที่สำคัญเพื่อให้ผู้ป่วยเหล่านี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม
#คำว่าให้ไม่สิ้นสุด