แม้ฟุตบอลจะเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วทั้งโลก แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่เป็นกีฬาที่มีความอันตรายค่อนข้างสูงเช่นกัน

จังหวะปะทะกันในสนามสามารถทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้หลากหลายรูปแบบ หรือต่อให้ไม่ได้ปะทะกัน ก็ยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้ผู้เล่นบาดเจ็บได้อยู่ดี

นอกจากนี้ ยังมีอันตรายอย่างหนึ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีสาเหตุมาจากฟุตบอล และเป็นประเด็นที่พูดถึงกันจนทุกวันนี้ นั่นคือการ กระทบกระเทือนทางสมอง

แม้ฟุตบอลจะเป็นกีฬาที่ใช้เท้าเป็นหลัก แต่การใช้ศีรษะก็เป็นปัจจัยสำคัญในการชี้ผลแพ้ชนะ ไม่ว่าจะเป็นการโหม่งเพื่อทำประตู, เพื่อสกัดคู่แข่ง หรือเพื่อแย่งบอลให้มาอยู่กับฝั่งตัวเองก็ตาม

ในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลที่ผ่านมา พบว่ามีผู้เล่นระดับตำนานหลายรายต้องเผชิญกับภาวะทางสมองอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็น แจ๊กกี ชาร์ลตัน, น็อบบี สไตลส์ ที่เสียชีวิตด้วยสาเหตุนี้ หรือบ๊อบบี ชาร์ลตัน ซึ่งปัจจุบันป่วยโรคสมองเสื่อมอยู่

สันนิษฐานว่าต้นเหตุที่ทำให้เหล่าตำนานนักเตะประสบปัญหาเช่นนี้ คงเป็นเพราะการโหม่งลูกฟุตบอลกันแบบต่อเนื่อง ซึ่งต้องไม่ลืมว่าสมัยก่อนลูกบอลที่ใช้แข่งขันมีน้ำหนักสูงกว่าในยุคปัจจุบันค่อนข้างมาก

มีผลการวิจัยระบุว่าอดีตนักเตะมีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตจากอาการทางสมองสูงกว่าบุคคลทั่วไป แม้ยุคปัจจุบันลูกฟุตบอลจะมีวิวัฒนาการจนน้ำหนักเบาลงเยอะ แต่เรื่องนี้ก็ยังน่ากังวลอยู่ดี

ประเด็นนี้กลับมาเป็นที่พูดถึงกันอีกครั้ง หลังจากที่ล่าสุดสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) ประกาศทดลองใช้กฎใหม่ว่าห้ามมีการโหม่งบอลในแมตช์ระดับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี โดยจะเริ่มฤดูกาลใหม่นี้เป็นต้นไป

แถลงการณ์จากเอฟเอระบุว่า “หากการทดลองประสบความสำเร็จ เป้าหมายหลังจากนี้ก็เป็นการนำเรื่องโหม่งลูกฟุตบอลโดยเจตนาออกจากเกมฟุตบอลออกโดยสิ้นเชิง ซึ่งเอฟเอยังคงมองหาแนวคิดเพิ่มเพื่อลดการโหม่งบอลในฟุตบอลระดับเยาวชน โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงพื้นฐานโครงสร้างของเกม”

นอกจากห้ามโหม่งบอลในแมตช์แข่งขันแล้ว เอฟเอยังไม่อนุญาตให้มีการสอนและฝึกซ้อมโหม่งในเด็กกลุ่มอายุดังกล่าวด้วย ขณะที่เด็กอายุมากกว่านี้ก็จะต้องจำกัดการโหม่งไม่ให้มากเกินไป

กลุ่มเยาวชนถือว่ามีความเสี่ยงต่อการ กระทบกระเทือนทางสมองอย่างสูง เนื่องจากการโหม่งบอลนั้นจำเป็นต้องมีหลักการด้วย อาทิ ต้องเกร็งกล้ามเนื้อคอ ต้องจัดระเบียบร่างกายให้ถูกต้อง ต้องกะเกณฑ์ตำแหน่งที่ศีรษะจะกระทบบอล เป็นต้น ซึ่งเด็กยังขาดความชำนาญด้านเทคนิค

สำหรับในเกมฟุตบอลอาชีพ เมื่อปีที่แล้วเอฟเอได้ออกนโยบายให้เหล่านักเตะไม่ควรฝึกซ้อมโหม่งบอลที่พุ่งมาแรงเกิน 10 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยหมายถึงบอลที่มาจากการเตะโยนยาวในรูปแบบต่างๆ

ดร.อดัม ไวต์ อาจารย์อาวุโสด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและการฝึกสอนแห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด บรูกส์ ชี้ว่าการทดลองกฎใหม่ในฟุตบอลเด็กหนนี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกมฟุตบอลได้เลย

ไวต์กล่าวว่า “นอกจากช่วยลดความเสี่ยงของการกระทบกระเทือนสมองแล้ว มันยังช่วยลดป้องกันไม่ให้เกิดโรคสมองอักเสบเรื้อรังด้วย เราจำเป็นต้องปกป้องสมองของเด็กๆ จากการกระทบกระเทือนซ้ำๆ”

ขณะที่ ดร.วิลลี สจวร์ต นักประสาทวิทยาที่ปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ชี้ว่าวงการฟุตบอลควรจะทำอะไรเพื่อช่วยเหลือบรรดาอดีตนักเตะให้มากกว่านี้ด้วย

สจวร์ตบอกว่า “การเปลี่ยนเกมเพื่อพวกเขามันช้าไปแล้ว พวกเขาได้รับความเสียหายไปแล้ว เราต้องคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือพวกเขา ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องควรเข้ามาดูแล”

โดยกรณีของเหล่าอดีตนักเตะนั้น เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เอฟเอได้จับมือกับสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ในการระดมทุนเพื่อศึกษาหาแนวทางลดความเสี่ยงบาดเจ็บของสมอง ซึ่งงานนี้มีการเกณฑ์อดีตแข้งอาชีพ 120 ราย เข้ามาร่วมวิจัยด้วย

ต้องยอมรับว่าอาชีพนักฟุตบอลมีความเสี่ยงกระทบกระเทือนสมองอย่างยิ่ง รวมถึงในยุคปัจจุบันซึ่งแข่งขันกันด้วยผลประโยชน์ที่สูงลิบ เราจึงได้แต่หวังให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยกันหาแนวทางเพื่อให้กีฬานี้ลดความอันตรายกันต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน