ธรรมะที่ทำให้คนเป็นเทวดา

ธรรมะวันหยุด

ธรรมะที่ทำให้คนเป็นเทวดา ท่านเรียกว่า เทวธรรม ได้แก่ หิริและโอตตัปปะ

หิริ ความละอาย หมายถึง ละอายแก่ใจตนเองรังเกียจต่อการประพฤติทุจริตทางกาย วาจา และใจ ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง

เปรียบเหมือนชายหนุ่ม หญิงสาว ผู้กำลังรักสวยรักงาม อาบน้ำชำระกายแล้ว แต่งตัวด้วยเครื่องนุ่งห่มอันสะอาด จะพึงขยะแขยงต่อของสกปรกโสโครก อันจะมาเปื้อนกายหรือเครื่องนุ่งห่ม

โอตตัปปะ หมายถึง ความเกรงกลัวต่อบาปความผิด ไม่กล้าทำผิด จะทำผิดก็รู้สึกว่า ฝืนความรู้สึกของตนเอง พอใจจะทำแต่การกระทำที่ตนรู้สึกว่าถูกว่าชอบเท่านั้น มีความรู้สึกเกรงว่า เรื่องที่ตนจะทำนั้น จะผิดทำนองคลองธรรม ผิดธรรมเนียม ผิดระเบียบแบบแผนของสังคม

ความเกรงกลัวต่อบาปเป็นลักษณะทั่วไปของโอตตัปปะ คนผู้มีโอตตัปปะ ย่อมพรั่นพรึงต่อทุจริตทางกาย วาจา และใจ เปรียบเหมือนคนผู้รักชีวิต เห็นอสรพิษหรือสัตว์ร้ายแล้วย่อมสะดุ้งกลัว

หิริและโอตตัปปะ เป็นธรรมคู่กันมีมาในที่ทุกสถาน จัดว่า เป็นเทวธรรม คือ ธรรมของเทวดา

เทวดาท่านแบ่งไว้เป็น 3 ประเภท คือ สมมติเทวดา อุปปัตติเทวดา และวิสุทธิเทวดา

สมมติเทวดา คือ เทวดาโดยสมมติ ได้แก่ พระราชาผู้ครองแผ่นดิน มีคำเรียกของพสกนิกรว่า เทวะ พระราชาผู้สมมติเทพย่อมทรงหิริโอตตัปปะ และทรงตั้งอยู่ในธรรมสุจริต

อุปปัตติเทวดา คือ เทวดาโดยกำเนิด ได้แก่ ภุมมเทวดา คือ เทวดาผู้สิงสถิตอยู่บนแผ่นดิน และอากาสัฏฐเทวดา เทวดา ผู้สิงสถิตในอากาศที่เรียกว่า สวรรค์ อุปปัตติเทวดานั้นย่อมถือกำเนิดเป็นเทวดาและตั้งอยู่ได้ เพราะกุศลธรรมที่ได้ อบรมมาแล้วและยังอบรมอยู่ เว้นกุศลธรรมนั้น ย่อมจุติตั้งอยู่ไม่ได้

วิสุทธิเทวดา คือ เทวดาโดยความหมดจดวิเศษ ได้แก่ พระอรหันต์ พระอรหันต์ทั้งปวงย่อมทรงเทวธรรมประจำองค์

บุคคลควรตั้งอยู่ในหลักแห่งเทวธรรมทั้ง 2 ประการ คือ หิริ ความละอายแก่ใจ และโอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อความผิด เป็นเหตุให้ได้รับผลานิสงส์ คือความบริสุทธิ์สะอาด ทางกาย วาจา และใจ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงเทวธรรม ธรรมของเทวดานั่นเอง

พระศรีศาสนโมลี
(สุทธิวัฒน์ ภูริญาโณ ป.ธ.9)
วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร
www.watdevaraj.org

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน