เสียงสวดมนต์ที่ดังใน ‘อินเดีย’

ฝึกจิต

ดราม่าใหญ่เรื่องหนึ่งของสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ “สาวคอนโดฯหรูโวยวัดสวดศพเสียงดัง” ทั้งที่วัดบางสะแกนอก ในชุมชนตลาดพลู สร้างมา 400 กว่าปี ตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา สมัยของสมเด็จพระไชยราชาธิราช แม้มีบางช่วงเวลาที่วัดกลายเป็นวัดร้าง แต่ก็กลับมาฟื้นฟูบูรณะขึ้นใหม่ในในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 นับแต่นั้นก็มีการสวดมนต์ รวมถึงสวดศพมาโดยตลอด

แม้ต่อมาจะมีการออกมาขอโทษจากสาวเจ้าที่โวยวายใส่วัดในช่วงงานพิธีศพ ท่ามกลางญาติผู้เสียชีวิตที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ และมีการลง MOU ข้อตกลงร่วมกันระหว่างวัดกับคอนโดฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เรื่องนี้ก็ยังสะท้อนให้เห็นปัญหาบางอย่างที่ยังคงค้างคา และอาจจะกลายเป็นปัญหาต่อไปอย่างไม่รู้จบในสังคมที่ผู้คนต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างออกมาเรียกร้องสิทธิประโยชน์ของตัวเองกันทั่วทุกหัวระแหง

ในประเทศอินเดีย เสียงสวดมนต์ คนทุกศาสนาล้วนมองเป็น ดั่งเสียงสวรรค์ อย่างคนฮินดูทุกครั้งที่สวดมนต์ คือ การเอ่ยนามและสรรเสริญเทพเจ้า ถือเป็นการสื่อสารตรงต่อเหล่าทวยเทพ เรียกว่า ‘พรหมยัญญะ’ อันเป็น 1 ใน 5 ของการทำยัญญะ (มาจากคำว่า ยัญ หรือ การบูชา) อีกทั้งเนื้อหาส่วนใหญ่ของการสวดมนต์ มักกล่าวถึงรูปลักษณะและคุณสมบัติของเทพเจ้า และกล่าวถึงพรที่พระองค์ทรงประทานให้ ตลอดจนบางท่อนก็เป็นหลักธรรมซึ่งชาวฮินดูต้องปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

ซึ่งคนทั่วไปจะสวดมนต์ 2 เวลา คือ เช้า-เย็น ส่วนพราหมณ์จะสวดมนต์ 3 เวลา คือ เช้า-กลางวัน-เย็น ยิ่งถ้าเป็นวัดฮินดู ยิ่งต้องมีการเปิดเครื่องขยายเสียงให้เสียงมนต์ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้าน!

นอกจากนี้ ชาวฮินดูยังมีสิ่งที่ต้องใช้เสียงดั่งสนั่นยิ่งกว่า อีกทั้งยังนานกว่าการสวดมนต์ คือ ‘พิธีกีรตัน’ เป็นการร้องเพลงสรรเสริญเทพเจ้า หรือ ออกชื่อของเทพเจ้าองค์ต่างๆ พร้อมดีดสีตีเป่าเครื่องดนตรีประกอบจังหวะอย่างสนุกสนานบันเทิง โดยใช้เวลายาวนานเป็นชั่วโมง ที่สำคัญคือต้องมีเครื่องขยายเสียงเพื่อส่งเสียงให้ดังกึกก้องไปสู่ทุกรูปนามในอาณาบริเวณชุมชนนั้นอีกด้วย

จึงไม่มีสิ่งใดเป็นมงคลยิ่งกว่าการได้สวดมนต์ หรือ การได้สดับฟังเสียงมนต์ แม้เสียงนั้นจะดังปลุกยามเช้าตรู่ หรือ ดังไม่เลิกตลอดทั้งคืนก็ตาม ดังนั้นในสังคมอินเดียจึงไม่มีใครออกมาโวยวายต่อว่าเรื่องเสียงดังเพราะเสียงสวดมนต์

แม้แต่ศาสนาอิสลาม ในอินเดียซึ่งมักติดตั้งเครื่องขยายเสียงไว้ที่มัสยิด เพื่อใช้ในยามละหมาด ก็ส่งเสียงดังสนั่นอยู่ทุกวัน วันละ 5 รอบ ทั้งที่เป็นศาสนากลุ่มเล็กกว่าของฮินดูมาก แต่ชาวฮินดูก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหาแต่อย่างใด เพราะเขาเชื่อว่า ทุกเสียงสวดมนต์ คือ เสียงที่ดังเพื่อพระเจ้า แม้จะเป็นพระเจ้าคนละศาสนาก็ตามที

กระทั่งชาวพุทธ อันเป็นชนกลุ่มน้อยในอินเดีย ถ้าดูจากตัวเลข ผู้นับถือพุทธก็มีเพียง 1% เท่านั้น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ชาวพุทธสวดมนต์ คนศาสนาอื่นมักจะเงียบ ให้ความเคารพ ให้ความยำเกรง แม้แต่ขอทานที่ชอบเดินมาพันมือพันขาเพื่อขอเงินจนสร้างรำคาญให้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ถ้าเห็นว่าเริ่มมีการสวดมนต์ ขอทานก็ยังหยุดขอ แล้วนั่งรอ หรือจากไปในทันที!

จึงเป็นอันว่าคนอินเดียกว่า 1,300 ล้าน ไม่เคยตีกันในเรื่องเสียงสวดมนต์ดังเกินไป! ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าเมื่อเสียงดังแล้วเขาไม่รำคาญ หรือ ทุกคนจะชอบเสียงดังอยู่ตลอด แต่ถ้าเป็นเสียงที่ดังเพราะเสียง สวดมนต์ ทัศนคติและการรับรู้ของเขาจะแตกต่างออกไปในทันที หากในเวลานั้นเขาต้องการสมาธิเพื่อทำบางสิ่ง เขาก็แค่ปิดประตู ปิดหน้าต่าง หรือหาสิ่งใดมาปิดหูตัวเองไว้ แล้วก็ทำในสิ่งที่เขาตั้งใจต่อไป! จึงเป็นอันว่า จิตก็ไม่เพลีย และงานก็ไม่เสีย!

วิธีคิดของคนอินเดีย ถือเป็นหนึ่งในหลักธรรมของพระพุทธศาสนาที่ฝังรากลึกอยู่มานานนับพันปี คือ การเริ่มต้นแก้ไขที่ตัวเองก่อน! คนทั่วไปที่ไม่ได้ฝึกจิตใจ ไม่ได้มีธรรมะ พอเกิดเรื่องขึ้นก็มักโทษคนอื่น โทษสิ่งอื่นทุกอย่าง ยกเว้นโทษตัวเอง ไม่มองดูตนเอง ทั้งที่หลายครั้งเพียงแก้ไขที่ตัวเองก็เป็นอันจบ! แต่ด้วยทิฏฐิมานะ ด้วยอัตตาตัวตน จึงทำให้มองข้ามตัวเอง แล้วไปโยนโทษผิดใส่ผู้อื่น

“การแก้ไขโลกเป็นเรื่องยาก ในขณะที่แก้ไขตัวเองเป็นเรื่องที่ยากน้อยกว่า” ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสเตือนพวกเราว่า “อัตตนา โจทยัตตานัง” จงเตือนตนไว้เสมอ และจงโจทโทษตนก่อนให้เป็นปกติ พยายามหาความไม่ดีของตน อย่าไปพยายามหาเลวของผู้อื่น เมื่อเห็นสิ่งไม่ดีเกิดขึ้น ก็พยายามแก้ไขที่ตัวเองเป็นอันดับแรกเสียก่อน

พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน