กลายเป็นเรื่องราวที่ช็อกสังคมอย่างแท้จริง เนื่องจากใครจะคาดคิดว่าคู่รักสามีภรรยาที่แต่งงานอยู่ด้วยกันมา
วันหนึ่งความรักจะกลับกลาย จนเป็นเหตุของการฆาตกรรม แถมวางแผนลวงว่าเป็นการฆ่าตัวตาย เพื่อหวังมรดกมหาศาลไว้จุนเจือตัวเอง
เหมือนอย่างกรณีสามีชาวจีนที่ลงมือกับนักธุรกิจสาว ด้วยการรัดคออย่างทารุณ
ก่อนเบี่ยงเบนว่าเป็นการผูกคอตาย และเร่งรีบนำศพไปทำพิธีทางศาสนา โดยไม่ให้ญาติพี่น้องหรือเพื่อนสนิทผู้ตายได้เห็นร่างเป็นครั้งสุดท้าย
อย่างไรก็ดีด้วยความกังขาของเพื่อนสนิท ที่ไม่เชื่อว่าเพื่อนรักจะฆ่าตัวตาย จึงนำข้อสงสัยเข้าพบพนักงานสอบสวน พร้อมตั้งสมมติฐานทั้งหลายเหล่านี้
และเป็นเรื่องที่ดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ละเลย เร่งตรวจสอบจนพบพิรุธหลายอย่าง
นำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีในข้อหาฆาตกรรม และพ่วงอีกข้อหาคือการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย
แม้เจ้าตัวจะยังให้การปฏิเสธ แต่ด้วยพยานหลักฐานภาพวงจรปิดก็มัดชัด
ไม่สามารถหลุดรอดจากกรรมที่ก่อไว้เป็นแน่แท้
ผัวโหดฆ่าเมีย-อ้างผูกคอเอง
เหตุการณ์สังหารโหดภรรยาตัวเองครั้งนี้ ปรากฏเป็นข่าวขึ้นเมื่อวันที่ 25 ก.ค. โดย พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผบช.ภาค 7 นำคณะตำรวจภูธรภาค 7 และผบก.ภ.จว.นครปฐม และผกก.สภ.โพธิ์แก้ว ร่วมแถลงผลการจับกุม นายสุชิน ไม้ชัยมงคล หรือ นายจิงกวง เฉิน หนุ่มชาวจีนที่มาใช้สัญชาติไทย ตามหมายจับศาลจังหวัดนครปฐม ที่ 235/2565 ลงวันที่ 18 ก.ค.
ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและย้ายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย และกระทำการใดๆ แก่ศพ หรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น ในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไปโดยทุจริตหรือเพื่ออำพรางคดี
โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 14 ก.ค. โดย น.ส.ปารวี เฉิน อายุ 39 ปี ภรรยานายสุชิน ถูกนำตัว ส่งร.พ.วิชัยเวชอ้อมน้อย จ.สมุทรสาคร โดยแจ้งกับแพทย์ว่าน.ส.ปารวีพยายามผูกคอตาย จนสามีคือนายสุชินไปเห็น จึงได้ช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาล ขณะที่แพทย์ระบุว่า น.ส.ปารวี เสียชีวิตตั้งแต่ก่อนถึงโรงพยาบาลแล้ว
จากนั้นนายสุชินจึงได้นำศพภรรยาไปทำพิธีที่วัดคลองอ้อมใหญ่ อ.สามพราน จ.นครปฐม โดยเป็นการจัดงานโดยเร่งรีบ ไม่มีญาติพี่น้อง หรือเพื่อนสนิทคนไหนได้เห็นศพ แถมยังบอกเพื่อนๆ ว่า น.ส.ปารวีเสียชีวิตจากการกินยาลดความอ้วน ดื่มสุรา และเสพกัญชาจนเสียชีวิต
ต่างจากที่แจ้งกับแพทย์ไว้ก่อนหน้านี้!!!
ขณะที่พิธีศพดำเนินการไป นางญาณนันท์ แก้วพิมล เพื่อนของน.ส.ปารวี ก็เข้าพบพนักงานสอบสวนสภ.โพธิ์แก้ว เพื่อหารือถึงความผิดปกติของการเสียชีวิตของน.ส.ปารวี โดยระบุว่า เพื่อนได้บอกไว้ก่อนตายว่ามีปัญหากับสามี ถูกทำร้ายร่างกายเป็นประจำ พร้อมย้ำว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ให้เชื่อได้เลยว่านายสุชินเป็นคนทำร้าย และขอให้ตน มาเป็นผู้แจ้งความกล่าวโทษ
จึงไม่เชื่อว่าการตายของเพื่อนจะเป็นการฆ่าตัวตาย!!!
วงจรปิดชัด-เชื่อฆาตกรรม
หลังจากรับข้อมูลจากเพื่อนของน.ส.ปารวีแล้ว ก็พบว่าเกิดความผิดปกติ พล.ต.ท.ธนายุตม์ก็มีคำสั่งโดยใช้อำนาจตามมาตรา 15 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 419/2556 ลงวันที่ 1 ก.ค.2556 เรื่อง การอำนวยความยุติธรรมในคดีอาญา การทำสำนวนการสอบสวน และมาตรการควบคุม ตรวจสอบ เร่งรัดการสอบสวนคดีอาญา บทที่ 4 ข้อ 2.5 แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน
ประกอบด้วย พ.ต.อ.รณภพ พรอรุณ รองผบก.ภ.จว.นครปฐม เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน พ.ต.อ.พงษกร อุปพงษ์ รองผบก.ภ.จว.นครปฐม และพ.ต.อ.อรรถการ กองสุผล ผกก.สส.บก.ภ.จว.นครปฐม เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวน
พร้อมกันนั้นมีคำสั่งให้อายัดศพเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงจากวัดคลองอ้อมใหญ่ ส่งไปชันสูตรพลิกศพที่ร.พ.ศิริราช
พร้อมกันนั้นจึงได้เร่งสืบสวนคลี่คลายข้อสงสัย ซึ่งจากการตรวจสอบบ้านพักในอ.สามพราน จ.นครปฐม ที่ระบุว่าเป็นสถานที่เกิดเหตุที่น.ส.ปารวี ผูกคอตายนั้น เจ้าหน้าที่ตรวจสอบราวผ้าม่านหน้าต่างในห้องนอนที่ใช้ผูกคอ แต่จากการจำลองเหตุการณ์พบราวผ้าม่านไม่สามารถรับน้ำหนักได้มากพอ
จึงเริ่มสงสัยคำให้การ!!

บ้านและโรงงาน
ไม่เพียงแค่นั้น จากการตรวจสอบบ้านที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้นหลายคูหา เปิดเป็นบริษัทโรงงานผลิตเครื่องสำอางบริษัทสวยดี เซ็นเตอร์ ซึ่งมีกล้องวงจรปิดทั้งหมดถึง 18 จุด แต่จากการตรวจสอบพบว่าฮาร์ดดิสก์ของกล้องวงจรปิดถูกถอดไปเมื่อสอบถามถึงฮาร์ดดิสก์ดังกล่าว นายสุชินก็บ่ายเบี่ยง ไม่ยอมให้ตรวจสอบ
และเมื่อตรวจสอบประวัติก็พบว่านายสุชินแท้จริงแล้วเป็นคนจีน หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ใช้เอกสารบัตรประชาชนปลอม

ค้นรถหาหลักฐาน
นำมาสู่การบุกจับกุมคาวัดกลางงานศพในข้อหาต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ส่งฝากขังที่เรือนจำกลางนครปฐมตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค.
เป็นคดีแรกที่โดน!!!
เผยหวังฮุบมรดกร้อยล้าน
และในที่สุดก็เจอหลักฐานสำคัญเมื่อเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดโดยรอบแทน แล้วก็พบภาพที่บันทึกไว้ช่วงกลางดึกวันที่ 14 ก.ค. ตรงจุดลานจอดรถของบ้านหลังดังกล่าวพอดี โดยเห็นภาพนายสุชินลากร่างของน.ส.ปารวีขึ้นรถนั่งที่ด้านหน้าข้างคนขับอย่างใจเย็น ใช้เวลากว่า 5 นาที จากนั้นปิดประตูรถ เดินเข้าไปในบ้าน แล้วถึงขับรถออกไปทางปากซอย
ชัดเจนว่ามีพิรุธ ไม่ได้พยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ตามที่กล่าวอ้าง
ไม่เพียงแค่นั้นเมื่อสอบพยานแวดล้อม ก็พบว่าน.ส.ปารวี ไม่มีเรื่องเดือดร้อน เนื่องจากเป็นนักธุรกิจที่มีเงินหมุนเวียนกว่า 70 ล้านบาทต่อเดือน แถมยังมีนัดจะไปศัลยกรรมความงามที่เกาหลีกับเพื่อน
จึงไม่มีเหตุจูงใจในการฆ่าตัวตาย
ต่อมาวันที่ 21 ก.ค. พนักงานสอบสวนได้รับผลการตรวจชันสูตรพลิกศพจากโรงพยาบาลศิริราช โดยรายละเอียดสำคัญในรายงานขัดแย้ง กับคำให้การของนายสุชิน และมีพยาน หลักฐานเพียงพอเชื่อได้ว่า น.ส.ปารวีถูกนายสุชินฆาตกรรม พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อนายสุชินที่ถูกคุมขังในเรือนจำกลางนครปฐม ข้อหากระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และย้ายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย และกระทำการใดๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น ในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป โดยทุจริตหรือเพื่ออำพรางคดี

ที่เกิดเหตุ
พร้อมตรวจสอบของกลาง ประกอบด้วย 1.เครื่องหนีบผมพร้อมสายไฟ 1 ชุด 2.เซิร์ฟเวอร์บันทึกข้อมูลภาพกล้องวงจรปิด 1 เครื่อง 3.ชุดกล้องวงจรปิด ไร้สาย 360 องศา พร้อมเมมโมรี่การ์ด 1 ชุด 4.ตลับพลาสติกสีแดง-ดำ 1 ตลับ 5.แฟลชไดรฟ์ 16 GB สีดำ 2 อัน 6.ราวผ้าม่าน 2 ราว
ทั้งนี้ สาเหตุของการสังหารเชื่อว่า เกิดจากที่ทั้งคู่มีปัญหาระหองระแหงกันมาเป็นเวลานาน และน.ส.ปารวีมักถูกทำร้ายร่างกาย โดยทั้งคู่ได้จดทะเบียนสมรส จึงหารือเพื่อจะหย่าร้าง แต่ตกลงเรื่องทรัพย์สินไม่ได้

ผู้เสียชีวิต
ต่อมาน.ส.ปารวี ได้ปรึกษาทนายจนมีการตรวจสอบว่า นายสุชินนั้นเป็นชาวจีนหลบหนีเข้าเมือง ใช้บัตรประชาชนปลอม ทำให้การสมรสเป็นโมฆะ ไม่จำเป็นต้องหย่าร้าง และไม่จำเป็นต้องแบ่งสินสมรส จึงกลายเป็นแรงจูงใจในการลงมือฆ่าภรรยาของนายสุชิน เพื่อฮุบสมบัติกว่าร้อยล้านไว้เพียงคนเดียว
แม้ในการสอบปากคำนายสุชินยังยืนยันปฏิเสธ ซึ่งก็ต้องต่อสู้ในชั้นศาลต่อไป แต่จากหลักฐานทั้งพยานแวดล้อม และหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ย่อมทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า เกิดอะไรขึ้น
น่าเสียดายที่ชีวิตคู่ที่เริ่มต้นด้วยความรัก กลับมีจุดสิ้นสุดลงด้วยความตาย