หมายเหตุ : นักวิชาการได้แสดงความเห็นต่อกรณีที่มีความเคลื่อนไหวของพรรคร่วมรัฐบาลที่จะพลิกกลับไปใช้สูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ ด้วยวิธีหาร 500 เป็นหาร 100 รวมถึงอาจจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว แทนบัตร 2 ใบ

ธเนศวร์ เจริญเมือง

คณะรัฐศาสตร์

และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่

ตอนแรกที่ประชุมร่วมรัฐสภามีมติให้หาร 500 ได้มีการทักท้วงกันแล้วว่า ระวังผิดรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคฝ่ายค้านก็ออกมา บอกว่าถึงจะใช้การคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ แบบหาร 500 ก็ไม่กลัว ซึ่งอาจเป็นที่มาของการจะกลับไปหาร 100 แสดงให้เห็นว่า ประเทศเราไม่มีหลักการเรื่องของเหตุผล แต่เป็นการใช้เสียงข้างมาก ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น

นี่คือความตลก แต่ปัญหาคือเราต้องดูกฎหมาย และยึด หลักการนี้เป็นสำคัญ

แน่นอนว่า การกลับไปกลับมาในเรื่องการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ ย่อมทำให้เสียเวลา ซึ่งฝ่ายที่เสียประโยชน์คิดว่าไปที่ไหนก็มีแต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งประชาชน และสื่อมวลชน ซึ่งผู้นำรัฐบาลไม่ต้องการฟังคำวิจารณ์หรือความเห็นต่าง ยิ่งในระยะหลังคะแนนของผู้นำรัฐบาลตกลง ขณะที่คนอื่นที่เพิ่งขึ้นได้ไม่นานมาทำคะแนนแซง ทำให้ยิ่งรู้สึกตกใจ รีบว่าควรทำอย่างไรดี

จึงเป็นที่มาของการหาวิธีการเอาชนะ เกิดการกลับไปกลับมาของการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งไม่มีหลักการอะไรเลย เขาคิดอย่างเดียวว่าทำอย่างไรจะชนะ ทำอย่างไรจะได้คะแนนเยอะ นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

ดังนั้น เรื่องนี้ต้องดูที่ตัวกฎหมายว่ามีการกำหนดไว้อย่างไร รวมถึงต้องรู้จักมารยาททางการเมืองด้วย กรุณาอย่าทำตัว ให้เป็นที่ไม่สบายใจของทุกฝ่าย เพราะการกระทำแบบนี้ ทำให้หาหลักไม่ได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลแสดงท่าทีชัดเจนว่า อยากอยู่ในอำนาจต่อ เรื่องของระยะเวลาจึงไม่ใช่ประเด็นหลักของเขา สิ่งที่เขาคิดคือ วิธีการที่จะกุมอำนาจต่อไป เขาคิดแต่เรื่อง การรักษาอำนาจ ดังนั้น การเลือกตั้งจึงไม่ใช่ประเด็นของเขา แค่ขอให้ได้อยู่ต่อ ไม่ว่าจะหาร 100 หรือ 500 จึงไม่สำคัญ เพียงแค่อะไรเหมาะก็เอาทั้งนั้น

ทั้งนี้ หากมีการกลับไปใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว และหาร 500 ยิ่งสะท้อนว่า รัฐบาลคิดอย่างเดียวว่าทำอย่างไรจะอยู่ในอำนาจได้นานที่สุด เป็นการทำทุกอย่างเพื่อรักษาอำนาจ ส่วนที่พรรคฝ่ายค้านบอกว่าไม่ว่าจะคำนวณแบบไหนก็ไม่กลัวนั้น ถือเป็น การพูดเพื่อแสดงความมั่นใจของตัวเอง และพูดเชิงปลุก ระดมความฮึกเหิมของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนน พรรคการเมืองที่ฉลาดคงไม่ออกมาพูดว่าตัวเองมีความหวัง น้อยนิด

ดังนั้น การออกมาสู้ และยืนยันถึงความมั่นใจ จึงเป็นสิ่งที่ดีกว่า ผมมองว่าเป็นวิธีการที่ถูกต้องในหลักของการหาเสียง ที่เป็นการให้กำลังใจ ให้ความเชื่อมั่นกับผู้คน และมีแต่หนทางนี้ ที่จะเอาประชาธิปไตยกลับคืนมา ถือเป็นเทคนิคการหาเสียง และเป็นข้อเท็จจริงที่ใช้ในการต่อสู้เพื่อให้ได้คะแนนเยอะ

การพลิกไปพลิกมาของการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ ยังมองได้ว่าเป็นเรื่องของการเบี่ยงประเด็น เพื่อกลบกระแสเรื่อง การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่จะครบ 8 ปี ในเดือนส.ค.นี้ อย่างที่บอกว่ารัฐบาลคิดแค่ว่าอยู่ไปอย่างไรก็ได้ ขอเพียงยืดเวลาให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ในการอยู่ในตำแหน่ง

นอกจากนี้ ยังมองได้ถึงความต้องการยื้อเวลาการเลือกตั้งได้ด้วย เพราะไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลมองว่าวิธีการ จะเป็นอย่างไร เท่ากับว่าไม่ว่าจะมีวิธีการคำนวณอย่างไร หรือจะเกิดการเลือกตั้งช้าหรือเร็ว รัฐบาลก็ไม่ได้สนใจ เท่ากับการยังรักษาสถานะของตัวเองไว้ให้ได้นานที่สุด

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

การจะเปลี่ยนสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จาก 500 มาเป็น 100 เห็นว่าถ้าพ้นจากการพิจารณาวาระ 2 มาแล้ว คงไปแก้ในรายละเอียดไม่ได้ เพราะเลยจุดที่จะมานั่งเถียงกันว่าจะใช้ 500 หรือ 100 เว้นแต่จะมาล้มในวาระ 3 แล้วว่ากันใหม่

ข้อถกเถียงออกมาค่อนข้างชัด ว่าคนจำนวนมากรู้สึกว่าการให้ใช้หาร 100 น่าจะเป็นจำนวนที่เหมาะสมมากกว่า 500 ซึ่งผมก็เห็น ในทางนี้ เพราะระบบเลือกตั้งใดๆ ก็ตาม ต้องสะท้อนความต้องการของประชาชน ไม่ใช่ระบบที่บิดเบี้ยว

ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขระดับรัฐธรรมนูญ ต้องคุยกันโดยเฉพาะปัญหาใหญ่ที่รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ซึ่งถูกเขียนให้แก้ยาก ฉะนั้น ต่อให้อยากจะแก้ก็ไม่ง่าย ถ้าไม่มีฉันทานุมัติ และมีแนวโน้มที่จะเป็นเดดล็อกที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ตราบที่ยังไม่แก้รัฐธรรมนูญทั้งระบบ

ขอย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องแก้ทั้งระบบ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาลักลั่น ปัญหาการตีความ รัฐธรรมนูญลักษณะนี้ตราบใด ที่ยังไม่แก้ทั้งฉบับ ที่มีจุดแรกเริ่มที่เจตนาบดบังเจตจำนงของประชาชน กลัวพรรคใหญ่ได้เสียงข้างมากเด็ดขาด ก็จะเป็นปัญหา

ถ้าไม่เห็นปัญหาอย่างไรก็แก้ไม่จบ ไม่ว่าจะเลือกตั้งกี่ครั้งก็จะมีปัญหาซ้ำเดิม คือ เรื่องความชอบธรรมของรัฐบาล ที่ต้องอาศัยเสียงจากส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งผิดเจตจำนงของประชาชน เพราะคนตั้งนายกฯ กับคนเลือก เป็นกลุ่มเดียวกัน ดังนั้น ในระยะยาวต้องคุยและเคลียร์ตรงนี้ ไม่เช่นนั้นจะเจอกับดักทางตันของรัฐธรรมนูญ

ตามหลักประชาธิปไตย เสียงข้างมากว่าอย่างไรต้องว่าตามนั้น ไม่ใช่เสียงส่วนน้อยพิเศษ มีอำนาจตั้งนายกฯ ทั้งที่ควรเป็นเสียงจากการเลือกตั้งของประชาชนมากกว่า

ส่วนที่มองว่าหากจะแก้รัฐธรรมนูญ ในช่วงที่อายุของสภาเหลือเพียง 8 เดือนจะทำทันหรือไม่ เรื่องนี้พูดยาก ถ้าฝ่ายรัฐบาลไม่เคาะ ก็ยากที่จะเปลี่ยน โดยเฉพาะในระดับส.ว. ทั้งนี้ หากจะแก้รัฐธรรมนูญจริง อย่าว่าแต่ 8 เดือนเลย 30 วันก็ทัน ถ้ารัฐบาลกับส.ว.ที่เห็นปัญหายอมรับความจริง เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนวัน แต่อยู่ที่คนพวกนี้ ยังหวงอำนาจไว้

สำหรับประเด็นที่มีข้อสังเกตว่า การกลับมาใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว โดยใช้สูตร 100 หรือ 500 ใครจะได้เปรียบเสียเปรียบ ผมมองว่า จะเป็นปัญหาและอาจไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เพราะนับตั้งแต่ผ่านรัฐธรรมนูญปี 2540 เราออกแบบเพื่อให้ประชาชนเลือกพรรค การเมืองเชิงนโยบายได้

ถ้ากลับมาใช้บัตรใบเดียว เหมือนปี 2562 จะทำลายหลักเจตจำนง ที่ให้ประชาชนมีอิสระในการเลือกพรรค และเลือกตัวบุคคล หรือ ส.ส.เขต และมองว่าอาจจะเกิดปัญหา เช่น บัตรเขย่งที่มีการนับยอดคะแนน แล้วจำนวนบัตรเกิน โดย กกต. บอกว่าที่บัตรเขย่งเพราะลงสองระบบ และถ้ามาใช้สูตรนี้จริง ความได้เปรียบจะกลับไปเหมือนที่เราได้มาซึ่งรัฐบาลปัจจุบัน และเขาคงอยากได้อะไรแบบนี้มากกว่า

ขอย้ำว่าจะเป็นเดดล็อกที่ไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำอีก และการใช้สูตรแบบนี้ เสี่ยงที่การเมืองจะกลับไปถอยหลังอีก เพราะสูตรบัตร 1 ใบ ปัญหาจริงๆ คือสุ่มเสี่ยงเกิดสภาวการณ์ที่ไม่สะท้อนเสียงของประชาชน และเกิดปรากฏการณ์บัตรเขย่ง

ที่แย่ที่สุดคือ ส.ส.ปัดเศษและพรรคที่ไม่ควรจะได้ รวมถึงส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ได้มาโดยไม่มีส.ส.เขต ซึ่งผมว่าแย่ที่สุด เพราะทำให้เจตนารมณ์ของการออกแบบระบบการเมืองถูกบิดเบือนที่สุด โดยส.ส.พวกนี้ไม่ควรแม้แต่จะลงเขต และกระทั่งจำนวนครึ่งคนก็ไม่ได้ แล้วยังมานั่งอยู่ในสภา ได้เห็นพฤติกรรมต่างๆ ยิ่งแย่ ทั้งหมดนี้เรารู้ปัญหา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

สิ่งเหล่านี้เป็นความผิดปกติของการบริหารที่เกิดมาจากการเลือกตั้ง แบบนี้ สิ่งที่ดีที่สุด ต้องจัดการไม่ให้เกิดปัญหา หรือ ลดโอกาสไม่ให้เกิดปัญหาโดยให้บัตรเป็น 2 ใบ แต่ด่านต่อไปก็ยังจะเจอปัญหาเรื่องส.ส.พึงมี อีกชั้นอยู่ดี ผมถึงบอกว่าตราบใดที่ยังใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็จะเจอปัญหาแบบนี้ไม่จบ

ส่วนที่มองว่าปัญหาต่างๆ เหล่านี้อาจเป็นแค่การยื้อเวลาเลือกตั้ง หรือใกล้ครบวาระรัฐบาล 8 ปีนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของคนหวงอำนาจ แต่ในฐานะประชาชนเห็นว่าปัญหาบ้านเมืองรอไม่ได้

ดังนั้น ถ้าไม่แก้ที่ต้นตอ ตอนปลายก็จะมีปัญหากลับมาที่เดิม และทางออกถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ต้องกลับไปที่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่แท้จริง ใช้สูตรคำนวณส.ส.ให้เป็นที่ยอมรับ กำหนดสัดส่วนในร่างให้ถูกต้อง การยกร่างไม่ยาก แต่อย่าไปหมกเม็ด ซ่อนอะไรเอาไว้ ต้องทำการเมืองที่โปร่งใส เกิดประโยชน์กับประชาชน อย่ามัวแต่ไปนั่งเล็งว่าจะทำอย่างไรถ้าแพ้ แล้วจะทำให้ตัวเองชนะ

พัฒนะ เรือนใจดี

คณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง

เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มต้นที่จะหารเท่าไหร่ แต่มันตั้งต้นตรงที่ว่า เราตกลงกันในรัฐสภาว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากบัตร ใบเดียวเป็นบัตร 2 ใบ ฉะนั้น ตรงนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่สุดว่า เมื่อเราตกลงว่าใบ 2 ใบก็ควรเป็นบัตร 2 ใบ ใบหนึ่งเลือกส.ส.แบบเขต ซึ่งไม่เป็นปัญหาเลย แต่ที่จะเป็นก็คือ แบบบัญชีรายชื่อ การคิดคำนวณจะคิดอย่างไร

แต่ไม่ว่าจะคิดแบบหารด้วย 500 หรือ 100 มันไม่ถือว่าเป็นปัญหาเลยและไม่ขัดรัฐธรรมนูญด้วย เพียงแต่อย่ากลับไปสู่ บัตรใบเดียว ไม่เช่นนั้นจะตอบคำถามประชาชนได้ลำบากว่า ที่ทำมามันเสียเวลา และมันดูเป็นการช่วงชิงผลประโยชน์อำนาจ ในทางการเมือง ฝ่ายไหนเสียหรือได้ประโยชน์ การคิดคะแนนแบบไหนไม่สมประโยชน์กับพวกตนเอง ก็เลยล้มกระดาน ถ้าแบบนี้จะสร้างความเบื่อหน่ายให้กับประชาชน

ดังนั้น เมื่อตกลงกันว่าแบบเดิม การกาบัตรเดียวแล้วได้ เลือกตั้งเขต เลือกทั้งพรรค และเลือกทั้งนายกรัฐมนตรี มันเป็นแบบที่ไม่สอดคล้องกับพื้นฐานประชาธิปไตย ฉะนั้น จึงต้องกลับมายังปี 2540 และเมื่อกลับมาสู่จุดนี้แล้ว ถือว่าสนองต่อความต้องการของประชาชน เพราะได้เลือกคนที่รัก พรรคที่ชอบได้ เพียงแต่ที่มีการถกเถียงกันในเวลานี้ เป็นการเถียงกันว่าใคร จะได้ประโยชน์ด้วยการหารว่าจะหารเท่าไหร่

เรื่องของบัตรใบเดียว และหาร 100 ใครจะได้ ใครจะเสียประโยชน์นั้น ถ้าหาร 500 พรรคเล็กก็ชอบ เพราะตัวหารเยอะ มันจะลงผลให้คะแนนเสียงต่อจำนวนส.ส.น้อยลงไปด้วย อย่างที่ทราบว่า ถ้าหาร 500 ตัวหารจำนวนก็อาจจะคะแนนหลักหมื่น พรรคเล็กคงคิดว่า เขาหาคะแนนได้ถึงอยู่ แต่พอมาเป็นหารด้วย 100 เขาจะลำบาก เพราะจำนวนคะแนนจะเป็นหลักแสน เขาคงคิดว่าเขาตายแน่ๆ

แต่ขอย้ำว่า ไม่ว่าจะหาร 500 หรือ 100 มันไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ที่มีการไปพูดว่ามันจะขัดรัฐธรรมนูญนั้น เป็นในลักษณะที่พวกของตนเสียผลประโยชน์ ในตอนนี้เรากำลังไปดึงเอาศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง และที่บอกว่าเรื่องนี้ควรไปให้สุดซอย ไปถึง กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ บอกเลยว่า เรื่องนี้ศาลไม่รับวินิจฉัย เพราะมันไม่ได้เข้าข่ายอำนาจของศาลที่จะไปชี้ว่า จะขัดหรือไม่ขัด

ผมเห็นด้วยกับการเลือกตั้งบัตร 2 ใบ เพราะวิธีนี้ตอบโจทย์และเป็นไปตามพื้นฐานของประชาธิปไตย แต่ถ้าเป็นแบบเก่าใบเดียว มันจะลำบากกันไปหมด อย่าลืมว่าคนเลือกเขาอาจจะชอบส.ส.คนนี้ แต่ไม่ได้ชอบพรรคนี้ ดังนั้น แบบเก่ามันจะเป็นการไปบังคับเขาให้กาหรือเลือก ซึ่งไม่ควรทำ อีกทั้งปัญหาการปัดเศษด้วย ที่ผ่านมาเราก็เห็นว่าพรรคที่ได้ 7-8 หมื่นคะแนนไม่ได้ส.ส. แต่พรรคที่ได้ 2 หมื่นคะแนนกลับได้ส.ส.แทน ที่สุดแล้ว ถ้าเอาเลือกตั้งแบบเดิมก็จะเกิดปัญหาแบบเดิมอีก

การเมืองในระบบรัฐสภา เขาต้องการสร้างความเข้มแข็ง ให้กับพรรคการเมือง ฉะนั้น ระบบการเลือกตั้งมีส่วนสำคัญ ถ้าระบบแบบเก่า มันจะเป็นแบบเบี้ยหัวแตก

ส่วนจะเป็นเกมการเมืองของพรรครัฐบาลที่จะยื้อการเลือกตั้ง หรือไม่นั้น แน่นอนว่า นี่เป็นเกมการเมือง ที่มีการดึงกันไปมาแบบนี้ แต่ต้องยอมรับว่า น้ำน้อยก็ต้องแพ้ไฟ บอกได้เลยว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องกฎหมาย แต่มันเป็นเกมการเมือง เพราะมันก็ขึ้นอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ พรรคฝ่ายรัฐบาลว่าจะเอาแบบไหน

ดูจากรอบแรกเขาเองก็เห็นด้วยกับการหาร 500 แต่ไปคิดกันอีกที เลยกลับมาเป็นหาร 100 เขาเองตอนแรกคงไปตั้งธงว่า ต้องการกำจัดพรรคเพื่อไทย เพราะถ้าหาร 100 พรรคเพื่อไทยจะได้ประโยชน์ เลยมาเอาหาร 500 แต่ตอนหลังมานึกขึ้นได้ว่าพรรคตัวเองก็พวกเดียวกับพรรคเพื่อไทย คือเป็นพรรคใหญ่ ฉะนั้น พรรคใหญ่จะต้องตาย ถ้าเจอหาร 500

แต่คงไม่ใช่เป็นการยื้อการเลือกตั้งออกไปแน่ เพราะรัฐบาลนี้ จะหมดวาระในเดือนมี.ค.2566 แต่ที่ทำแบบนี้ เขาต้องการ อยู่ให้ครบวาระอยู่แล้ว และจะอย่างไรก็ยังสามารถออกเป็น พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกาได้ เรื่องนี้จึงไม่ถือว่าจะไปยื้อ เลือกตั้งได้

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน