การเคลื่อนไหวของ 99 พลเมืองในการเบรก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แหลมคม

ที่แหลมคมไม่เพียงเพราะเห็นชื่อ นายปราโมทย์ นาครทรรพ หรือชื่อของ นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ซึ่งเคยเคลื่อนไหวกับ “พันธมิตร”

หากเห็นชื่อ นางสุนี ไชยรส ชื่อของ นายประยงค์ ดอกลำไย

ยิ่งเป็นชื่อของ นายประยงค์ มูลสาร ชื่อของ นายกมล กมลตระกูล ยิ่งชวนให้ถวิลหาถึงบรรยากาศ ก่อนสถานการณ์เดือนตุลาคม 2516

เป้าหมายคือเตือน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

คล้ายกับเป็นการเตือนเหมือนที่เคยเกิดขึ้น ในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

นั่นย่อมเป็นสถานการณ์ที่ปัญญาชน นักวิชาการ 100 คนร่วมกันเข้าชื่อเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยุติบทบาท

อันเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการ “เตือน” ทางการเมือง

เป็นการเตือนบนพื้นฐานที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มิได้มาจากการเลือกตั้ง เป็นการเตือนในเมื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อยู่มาเกือบ 8 ปีแล้ว

จึงสมควรแก่เวลาที่จะอำลาจากไป

การขับเคลื่อนของ 99 พลเมืองก็เช่นเดียวกับก่อนการเลือกตั้งเมื่อปี 2562

เพราะว่าหากนับจากเดือนสิงหาคม 2557 มายังเดือนสิงหาคม 2565 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็อยู่มาต่อเนื่องเป็นเวลา 8 ปี

จึงเป็นเวลาอันเหมาะสมที่จะต้องอำลา

นอกจาก 8 ปีเป็นวาระทางการเมืองสะท้อนประชาธิปไตย “อารยะ” รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ยังบัญญัติอย่างเด่นชัดกำหนดวาระ 8 ปี

ปมจึงอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คิดอย่างไร

เด่นชัดเป็นอย่างยิ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการ “ไปต่อ” ในทางการเมือง

ไม่เพียงไปต่อแต่เพียง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หากยังหมายรวมถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ด้วย

คำถามอยู่ที่ว่า “ประชาชน” จะให้ “ไปต่อ” หรือไม่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน