สรท.ตีปี๊บส่งออกปีนี้สดใสคาดแตะ 6-8% รับเงินบาทอ่อน-ค่าระวางเรือลด ถ้าแก้ปมชิพผลิตรถยนต์ขาดแคลนได้ลุ้นพุ่งเกิน 10% อ้อน กนง. ตรึงดอกเบี้ยช่วย

นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า ภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนมิ.ย. 2565 เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน พบว่าส่งออกมีมูลค่า 26,553.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 11.9% เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย การส่งออก ขยายตัว 10.4% ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 28,082.3 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 24.5% ส่งผลให้ขาดดุลเท่ากับ 1,529.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 64,195 ล้านบาท

ส่วนในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การส่งออกมีมูลค่า 149,184.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 12.7% เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย ขยายตัว 9% ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 155,440.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 21% ส่งผลให้ ขาดดุล 6,255.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 278,029 ล้านบาท

“ภาพรวมการส่งออกครึ่งปีแรกโต 12.7% ถือว่าดี เนื่องจากวิกฤตอาหารโลกทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยโตมากถึง 25% รวมทั้งปัจจัยเงินบาทที่อ่อนค่า เชื่อว่าช่วงครึ่งปีหลังการส่งออกยังโตได้ดี สินค้าเกษตรยังขยายตัว คาดว่าช่วงครึ่งปีหลังการส่งออกจะโตได้ 5% ทำให้ทั้งปีจะเติบโต 6-8% สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ 5.8% คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 288,000-293,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายใต้ค่าเงินบาท ที่ระดับ 33.50-34.5 บาท/ดอลลาร์”

นายชัยชาญกล่าวว่า ในเดือนมิ.ย. ราคาวัตถุดิบจากการเกษตร และอาหาร ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตปรับราคาลดลง 10-20% ค่าระวางเรือ (เฟรต) เดือนก.ค. ปรับลดลง จากเดือนมิ.ย. อาทิ เส้นทางยุโรปลดลง 0.27% เซี่ยงไฮ้ลดลง 2.32% และนิวยอร์กลดลง 27.4% เป็นต้น และปัญหาขาดแคลนคอนเทนเนอร์เริ่มคลี่คลาย

ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายการผลิตโลก (World PMI Index) เดือนมิ.ย. ของคู่ค้าสำคัญ คงทรงตัวอยู่เหนือเส้น Baseline ระหว่าง 50-60 โดยหากไทยสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนชิพสำหรับผลิตรถยนต์ได้ เชื่อว่าการส่งออกปีนี้จะเติบโตได้ 2 หลัก คือ 10% หรือมากกว่าแน่นอน แต่ยอมรับว่าการส่งออกยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากราคาน้ำมัน ที่ยังคงผันผวนอาจส่งผลกระทบต่อค่าระวางขนส่งสินค้าทางทะเล ให้ทรงตัวในระดับสูง รวมทั้งวัตถุดิบขาดแคลนและราคาผันผวน

นายชัยชาญกล่าวว่า ขอให้คณะกรรมการนโยบายการเงินจะมีการประชุมวันที่ 10 ส.ค.นี้ คงระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% เพื่อประคองให้การฟื้นตัวภาคธุรกิจ และไม่เป็นการซ้ำเติมรายจ่าย ของผู้บริโภคและต้นทุนของผู้ประกอบการมากเกินไป รวมทั้งให้ธนาคาร พาณิชย์ เร่งออกแคมเปญเพื่อช่วยเติมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการส่งออกตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิตด้วย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน