หุ่นดีเพราะมีธรรม
ฝึกจิต
“สัตว์โลกย่อมอ้วนเพราะตามใจปาก!!”… กลายเป็นปัญหาระดับชาติขึ้นมา เมื่อคนไทยในขณะนี้เป็นโรคอ้วนมากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ คือ เดินมา 100 คน จะมีคนอ้วนให้เห็นมากถึง 30 คน จนทำให้องค์กรระดับโลกออกมาประกาศเตือนคนไทยที่มีดีกรีความอ้วนไต่อันดับไปอยู่ที่ 2 ของอาเซียน เป็นรองแค่มาเลเซีย ให้ตื่นตัว อย่ามัวตามใจปากจนเพลิน มิฉะนั้นโรคภัยต่างๆ จะพ่วงมาด้วยอีกเป็นกระบุง ทั้งโรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน มะเร็ง เกาต์ อัมพฤกษ์ อัมพาต หยุดหายใจในขณะหลับ โรคตับ และอื่นๆ อีกมากมาย
ยังไม่นับรวมกับบุคลิกภาพที่ต้องสูญเสียไป พร้อมกับความเคลื่อนไหวที่ยากเย็นขึ้นจนชวนให้เกิดความน่ารำคาญ เมื่อโรคอ้วนระบาด สถาบันลดน้ำหนัก และยาลดความอ้วนมากมายจึงผุดขึ้นทุกทิศทาง มีทั้งแบบปลอดภัย และตำรับผีบอก คือ ไปเสี่ยงตายเอาดาบหน้าเอง อยู่ที่ใครจะเลือกใช้บริการแบบไหน แต่ส่วนใหญ่พอเลิกใช้ก็มักจะอ้วนตุ้ยนุ้ยหนักกว่าเดิมเป็นกอบเป็นกำ
ในขณะที่ศูนย์ลดความอ้วนมีลูกค้ามากขึ้น แต่ศูนย์ฟิตเนสกลับเจ๊งไปตามๆ กัน ซึ่งประการนี้ ชี้ให้เห็นถึงสาเหตุใหญ่ที่คนไทยอ้วนลงพุงแบบไม่บันยะบันยังทั้งหญิงชาย คือ “ความขี้เกียจออกกำลังกาย” หรือให้ชัดเจนลงไปอีกก็คือ “ความขี้เกียจออกแรง!!” นั่นเอง
สมัยโบราณคนไทยกินกะทิ ขนมหวาน ดื่มน้ำตาลต้มกันมากมาย แต่กลับไม่ค่อยมีใครอ้วน เพราะอะไร? ในขณะที่ปัจจุบันกินอะไรเกินไปแค่ไม่กี่แคลอรี น้ำหนักก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างน่าสลดใจ…คำตอบอยู่ที่คนสมัยก่อนไม่ขี้เกียจออกแรงนั่นเอง เพราะแต่ก่อนงานส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกษตรกรรม ใช้แรงงาน ไปสวนไปไร่ เดินทางด้วยเท้ากันไกลๆ จึงเป็นการเบิร์นไขมันชั้นเลิศ มาถึงปัจจุบันมีค่านิยมนั่งโต๊ะ ทำงานสบายในห้องแอร์ ใช้ความคิดเป็นหลัก พอกลับ ถึงบ้านก็เหนื่อย แม้เรี่ยวแรงจะยกมือขึ้นว่า นะโม สัก 3 จบก่อนนอนยังแทบไม่ไหว!! ให้ไปขึ้นลู่วิ่งออกกำลังกายก็ยิ่งแล้ว เพราะขี้เกียจเก็บผ้าที่ตากไว้บนเครื่องออกนั่นเอง
โดยธรรมชาติของร่างกายทั้งมนุษย์และสัตว์ พอเริ่มอายุมากขึ้น บรรดากล้ามเนื้อเส้นเอ็นต่างๆ ก็มักเคลื่อนไหวยากขึ้น การทำมาหากินก็ลำบากมากยิ่งขึ้น ร่างกายจึงรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยการสะสมไขมัน เป็นการเตรียมตัวไว้ เผื่อว่าหาอะไรกินไม่ได้ก็จะไม่อดตาย เพราะมีไขมันไว้เป็นพลังงานสำรอง
ดังนั้น พออายุมากขึ้น ถ้าไม่ชอบออกกำลังกาย ก็จำเป็นต้องกินให้น้อยลง ซึ่งการลดปริมาณสิ่งที่บริโภคลง ไม่ใช่เรื่องที่เป็นโทษ เพราะนักวิจัยญี่ปุ่นเพิ่งค้นพบว่า “ถ้ากินอาหารวันละมื้อหรือสองมื้อ โดยไม่กินให้อิ่ม เพียงกินประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ที่ร่างกายต้องการ จะมีอายุยืนมากขึ้น” แต่เรื่องแบบนี้พระพุทธเจ้าสอนมา 2,000 กว่าปีแล้ว ตามพระวินัย พระสงฆ์จะฉันเพียงหนึ่งมื้อ หรือสองมื้อเท่านั้น หลังจากเที่ยงไปก็ไม่บริโภคอาหารอีกจนถึงรุ่งสาง หรือ พระสารีบุตร ผู้เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้า เคยแนะนำลูกศิษย์ของท่านว่า “ให้หยุดไว้ก่อนอิ่มประมาณ 5 คำ” ซึ่งเมื่อดื่มน้ำตามก็จะพอดี
แต่ทั้งนี้ สิ่งสำคัญสุดอยู่ที่ “กำลังใจ” ที่ใช้หยุดความอยาก!! หรือการห้ามปากตัวเอง ตามที่คนส่วนใหญ่ก็ทราบทั้งนั้นว่ากินอะไรอ้วน กินอย่างไรผอม แต่มักอดใจไม่ได้!!
ในสมัยพุทธกาล พระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้ครองแคว้นโกศลอันยิ่งใหญ่ ทรงเมามันกับการบริโภคอย่างหยุดไม่อยู่ เสวย สิ่งใดก็อร่อย จนร่างกายอ้วนฉุชนิดต้องใช้หลายคนหามถึงจะเดินเหินได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงเตือนพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ให้เกิดความยับยั้งชั่งใจว่า “ผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ รู้จักประมาณในโภชนะที่ได้มา ย่อมมีเวทนาเบาบาง ย่อมแก่ช้า ครองอายุได้ยืนนาน”
พอพระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ฟังดังนั้น จึงรีบให้มหาดเล็กมาจดจำคำกล่าวนี้ของพระพุทธเจ้าเอาไว้ แล้วรับสั่งให้คอยพูดเตือนพระองค์ทุกครั้งที่บริโภค ซึ่งต่อมาขณะที่พระองค์กำลังเพลินอยู่กับการเสวย มหาดเล็กคนนี้ก็จะรีบยกพระพุทธดำรัสของพระพุทธเจ้ามาแสดงในทันที จนพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสามารถระงับพระราชหฤทัย ผลที่สุดพระองค์ก็หุ่นเพรียวลมขึ้นเรื่อยๆ จนโรคอ้วนอันตรธานไป
เรื่องของกำลังใจในการห้ามปาก เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนได้ ซึ่งการฝึกในพระพุทธศาสนา คือ การฝึกในไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้ามีกำลังใจเพียงพอที่จะไม่ละเมิดศีลได้เมื่อไหร่ ก็ย่อมมีความยับยั้งชั่งใจในการห้ามปากหยุด อยากได้เมื่อนั้นเพราะกำลังใจในการห้ามปากตัวเองไม่ให้กิน กับกำลังใจที่ใช้ห้ามตัวเองไม่ให้ละเมิดศีล เป็นกำลังใจที่ เท่ากัน
ซึ่งสาเหตุที่คนไม่สามารถรักษาศีลได้ เป็นเพราะกำลังสมาธิไม่เพียงพอ และผู้ที่มีสมาธิไม่พอ ก็เพราะปัญญาไม่มี เมื่อ ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่มี จิตใจจึงอ่อนแอไหลไปหา กิเลสเสมอ บางคราวรู้ทั้งรู้ว่าไม่ดี แต่กลับไม่มีปัญญาหยุดยั้งตนเองได้ ดังนั้น ถึงเวลาหรือยัง ที่เราควรฝึกตนเอง ให้มี ศีล สมาธิ ปัญญา ให้ได้เสียที!!!
พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐