กทม. – นายธีรยุทธ ภูมิศักดิ์ ผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีรถดับเพลิงรวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ จากคดีจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงที่ยังฝากไว้ที่การบินไทย ซึ่งทางการบินไทยรวมถึงศุลกากรได้ฟ้องเรียกค่าฝากกว่า 10 ปีกับกรุงเทพมหานคร ว่า ในส่วนของคดีความกับบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์รซอยก์ จํากัด ยังคงอยู่ที่ศาลอุทธรณ์ คดียังไม่สิ้นสุด
ส่วนชุดดับเพลิงและอุปกรณ์ต่างๆ จากการติดตามอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยที่จัดเก็บที่ท่าเรือกรุงเทพ คลองเตย ตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งประกอบด้วย ชุดดับเพลิง ออกปฏิบัติการ ชุดดับเพลิงเคมี เครื่องช่วยหายใจจำนวน 350 ชุด ที่มีอายุการใช้งาน 10-12 ปี เครื่องอัดอากาศ เครื่องช่วยหายใจ จำนวน 5 ชุด ต้องมีการบำรุงรักษาทำความสะอาดถัง และอะไหล่อุปกรณ์อื่นๆ จำนวน 2 ตู้คอนเทนเนอร์ และที่คลังเก็บสินค้าของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นสถานที่เก็บอะไหล่และอุปกรณ์ต่างๆ 3 หีบห่อนั้น ซึ่งมีอายุการใช้งาน 5 ปี จากการตรวจสอบมีการเสื่อมสภาพและ ใช้การไม่ได้แล้ว ดังนั้น คณะกรรมการจึงมีมติให้ขาย ทอดตลาด
สำหรับค่าฝาก ให้ไปฟ้อง เพราะกทม.ไม่ได้เป็นคู่สัญญา โดยตรง กทม.เป็นคู่สัญญากับสไตเออร์ กทม.จึงไม่รับของ และไม่จ่ายค่าฝากที่ผ่านมา เบื้องต้นค่าฝาก ค่าธรรมเนียม และภาษี รวม 100 ล้านบาท
ขณะที่เรื่องของคดีความกับบริษัท นามยงค์ เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) เนื่องจากรถดับเพลิงและรถกู้ภัยที่จอดอยู่ท่าเรือแหลมฉบัง แยกเป็นรถดับเพลิง 67 คัน รถดับเพลิงบรรทุกน้ำขนาด 1 หมื่นลิตร 72 คัน รวม 139 คัน ซึ่งอยู่ในความดูแลของบริษัทนามยงค์ฯ แต่ตัวแทนบริษัท นามยงค์ฯ ยืนยันคัดค้านยังไม่ให้นำรถออก เนื่องจากบริษัทนามยงค์ฯ ได้ยืนยันค่าเช่าที่จอดรถอยู่ที่ 926 ล้านบาท ซึ่ง กทม.ไม่สามารถจ่ายเงินให้ได้ ดังนั้น กทม.จึงยื่นคำสั่งขอนำรถออกมาใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งต้องรอศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจะนำรถดับเพลิง ออกมาใช้ได้หรือไม่ หากศาลอนุญาตตามที่ขอ กทม. จึงจะตั้งคณะกรรมการประเมินราคาซ่อมและเตรียมการ นำรถออกมาซ่อมเพื่อใช้ปฏิบัติการในพื้นที่กรุงเทพฯ จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่าจะใช้งบประมาณซ่อมแซม ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท