ฤดูกาลปัจจุบัน 2022-23 ถือเป็นซีซั่น ที่มีความพิเศษไม่น้อย เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ 30 ปี ที่ฟุตบอลลีกสูงสุดอังกฤษเปลี่ยนจากดิวิชั่น 1 มาเป็นพรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาล 1992-93 และ เริ่มต้นหวดแข้งแมตช์ปฐมฤกษ์วันที่ 15 สิงหาคม 1992

แน่นอนว่าเวลาผ่านมานานขนาดนี้ พรีเมียร์ลีกย่อมมีเรื่องราวและสถิติมากมายที่น่าสนใจเกิดขึ้น แต่จะเป็นแง่ไหนบ้าง มาลองดูกัน

ถ้านับถึงก่อนสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีกมีเกมแข่งขันมาแล้วทั้งหมด 11,656 แมตช์ มีสโมสรที่ได้ลงเตะ 50 ทีม โดยสโมสรที่เคยได้แชมป์มีทั้งหมด 7 ทีม และมี 42 สโมสรที่เคยตกชั้นไปอยู่ลีกล่าง

ผู้เล่นที่ลงสนามมีทั้งหมด 4,534 คน ซึ่งมาจาก 120 ชาติ เป็นนักเตะอังกฤษจำนวนสูงสุด 1,632 คน รองลงมาเป็นชาวฝรั่งเศส 221 คน และอันดับ 3 ชาวสกอตแลนด์ 210 คน ขณะที่ผู้จัดการทีมที่เคยทำงานมีทั้งหมด 265 คน รวมคนคุมทัพแบบรักษาการด้วย

พรีเมียร์ลีกมีประตูเกิดขึ้นมาแล้ว 31,016 ประตู ซึ่งเกิดจากผู้เล่น 2,528 คน เจ้าของสถิติซัลโวสูงสุดตลอดกาลเป็น อลัน เชียเรอร์ 260 ประตู ส่วนแมตช์ที่จบลงด้วยผลเสมอไร้สกอร์ 0-0 เกิดขึ้นทั้งหมด 955 เกม

เรื่องการลงโทษนั้น ผู้ตัดสินแจกใบเหลืองหรือใบแดงให้นักเตะรวมทั้งหมด 35,312 ครั้ง โดยเป็นใบแดง 1,701 ใบ มีผู้เล่นถูกลงโทษ 3,217 คน แกเร็ธ แบร์รี ได้รับใบเหลืองสูงสุด 123 ใบ ขณะที่ริชาร์ด ดันน์, ดันแคน เฟอร์กูสัน และปาทริก วิเอรา ได้รับใบแดงสูงสุดเท่ากันคนละ 8 ใบ

สำหรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่น่าสนใจในปัจจุบันเมื่อเทียบกับยุคแรกๆ เริ่มจากจำนวนทีมที่แข่งขัน ในอดีตเคยมีถึง 22 ทีมฟาดแข้งกัน ต้องแข่งกัน 42 แมตช์ถึงจะจบฤดูกาล ปัจจุบันเหลือ 20 ทีม แข่งขันกันฤดูกาลละ 38 แมตช์

กฎกติกาในสนามก็เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร อาทิ เขี่ยบอลเปิดเกม ที่ตอนนี้สามารถเขี่ยส่งไปข้างหลังทันทีได้, ลูกตั้งเตะจากปากประตู ผู้เล่นคนอื่นในทีมนอกจาก ผู้เตะเข้ามารอรับบอลในเขตโทษได้ หรือ ลูกดร็อปบอล ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่กี่ปี ที่ผ่านมา

จำนวนผู้เล่นตัวสำรองแต่ละเกม ฤดูกาลแรกของพรีเมียร์ลีกจะใส่ชื่อผู้เล่นข้างสนาม ได้แค่ 3 คน และเปลี่ยนลงสนามได้ 2 คน ส่วนปัจจุบันใส่ชื่อได้ 9 คน และเปลี่ยนตัวได้ 5 คน

การทดเวลาบาดเจ็บ ปัจจุบันจะเห็นผู้ตัดสิน ที่ 4 ชูป้ายไฟฟ้าบอกระยะเวลาที่ชัดเจน แต่เมื่อครั้งอดีตมีแค่ผู้ตัดสินกลางสนามที่เป็นผู้กะเกณฑ์และรับรู้คนเดียว คนอื่นต้องลุ้นกันไปว่าเสียงนกหวีดหมดเวลาจะดังขึ้นเมื่อใด

ด้านตั๋วฟุตบอลยุโรป ฤดูกาลแรกจะมีแค่ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกที่ได้ไปเล่นยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ขณะที่แชมป์เอฟเอ คัพ จะได้ไปศึกยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ ส่วนรองแชมป์ลีก และแชมป์ลีก คัพ จะได้ไปยูฟ่า คัพ รวมแล้ว 4 โควตา

แต่ปัจจุบันทีม 4 อันดับแรกของพรีเมียร์ลีกจะได้ไปแชมเปียนส์ ลีก ขณะที่แชมป์ เอฟเอ คัพ และอันดับ 5 ของพรีเมียร์ลีก จะได้ไปยูฟ่า ยูโรปา ลีก (เดิมคือยูฟ่า คัพ) ส่วนแชมป์ลีก คัพ จะได้ไปเล่นยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก รวมเป็น 7 โควตา แต่คัพ วินเนอร์ส คัพ ยุบไปแล้ว

ผู้เล่นต่างชาติ ในฤดูกาลแรก 1992-93 มีนักเตะที่ไม่ได้เป็นชาวสหราชอาณาจักรในพรีเมียร์ลีกเพียง 15.6% แต่ฤดูกาลที่แล้ว 2021-22 มีแข้งต่างชาติในพรีเมียร์ลีกสูงถึง 57.7% โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะถ้วยยุโรปเมื่ออดีตมีกฎให้แต่ละสโมสรลงทะเบียนแข้งต่างชาติ ได้เพียงแค่ทีมละ 3 รายด้วย

ช่วงเวลาการซื้อขายนักเตะ ปัจจุบันแฟนบอลจะคุ้นชินกับตลาดนักเตะ 2 ช่วง นั่นคือซัมเมอร์กับกลางฤดูกาล แต่เมื่อครั้งอดีตแต่ละฤดูกาลนักเตะจะสามารถย้ายทีมได้ตลอดจนถึงวันที่ 31 มีนาคม ก่อนจะเปลี่ยนระบบมาเป็นแบบปัจจุบันตั้งแต่ฤดูกาล 2002-03

ค่าตัวการซื้อขายนักเตะ ในฤดูกาลแรกพรีเมียร์ลีก สถิติย้ายทีมราคาแพงสุดของสหราชอาณาจักรเป็นของ พอล แกสคอยน์ ย้ายจาก ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ไปลาซิโอ ด้วยค่าตัว 5.5 ล้านปอนด์ ส่วนสถิติปัจจุบันเป็นฟิลิปเป คูตินโญ ย้ายจากลิเวอร์พูลไปบาร์เซโลนา ด้วยค่าตัว 105 ล้านปอนด์ เมื่อปี 2018

เหล่านี้เป็นเพียงตัวเลขและเรื่องราวบางส่วนของประวัติศาสตร์ 30 ปีพรีเมียร์ลีก ซึ่งที่จริงแล้วยังมีสิ่งต่างๆ อีกมากมาย อันทำให้ลีกนี้ยิ่งใหญ่และได้รับความนิยมไปทั่วโลกดังที่เห็นกันในปัจจุบัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน