ในอดีตเราสู้กับโรคระบาดอย่างไร ไม่ตายกันหมดเมือง
นุติ
ตอบ นุติ
คำตอบนำมาจากบรรยายของ ผศ.ดร.ชาติชาย มุกสง อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เจ้าของหนังสือ “จากปีศาจ สู่เชื้อโรค ประวัติศาสตร์การแพทย์กับโรคระบาดในสังคมไทย” ผู้ปลุกปั้นวิชาประวัติศาสตร์การแพทย์ ในระดับปริญญาตรี ว่า วิธีการจัดการโรคระบาดในสมัยโบราณง่ายมาก คือ 1.ย้ายเมืองหนี 2.ทำพิธีปลอบขวัญ ก็จบ แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้น เราต้องขยายความบริบททางสังคมความเชื่อ ว่าทำไมต้องใช้วิธีการนี้
คำว่า “โรคห่า” ในสังคมไทยสมัยโบราณ มีปรากฏในคัมภีร์ว่าเป็น “อหิวาตกโรค” คือโรคที่เกิดจากพิษงู และไปตามลม อหิ แปลว่า, วาต แปลว่า ลม
“ฤๅษีถามผีที่ตายว่าตายเพราะอะไร เหมือนสัมภาษณ์ผี ผีก็บอกว่ามีโรคระบาดแบบนี้ๆ มีพญางูพ่นพิษมา คนต้องพิษตายทั้งเมือง นี่คือคำว่า ห่า ความหมายที่ 2 คือมีการก่อตั้ง กองทัพผี ออกไปเอาชีวิตคน ผีทำงานตอนกลางคืน กลางคืนเลยต้องมีเครื่องมือหลอกผี เฉลว ขุนพล ลูกสกัด ลูกประคำ ผ้าประเจียด พวกนี้คือเครื่องมือในการหลอกผีของคนสมัยโบราณ อย่ามาเอาไป ห้ามเข้าบ้านฉัน แม้แต่ต้มยากินผีต้องลงไปไม่ได้ มีเฉลวปักไว้เพื่อกันผี เป็นเครื่องมือต่อสู้กับผีทั้งนั้น เรามีความเชื่อเรื่องนี้ว่ากองทัพผีจะมา”

ผศ.ดร.ชาติชาย ยังเล่าถึงสิ่งที่ “หมอสมิธ” ดร.มัลคอล์ม อาเธอร์ สมิธ รายงานไว้ในหนังสือ สยามสมัย ว่า ในตอนที่ อหิวาต์ระบาด ปี 2424 เราจะเห็นว่ามีเหรียญที่มอบให้กับคนที่เปิดบ้านแจก ยาวิสัมพยาใหญ่ ในช่วงที่ระบาด รัชกาลที่ 5 โปรดให้ทำเหรียญมอบให้กับคนที่ให้ความร่วมมือ นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่รัฐไทยปรับเปลี่ยนจากการใช้วิธีไล่ผี ย้ายเมืองหนี มาใช้วิธีการรักษาพยาบาลสมัยใหม่แบบตะวันตก โดยการแจกยารักษาผู้ป่วย ให้ภูมิคุ้มกัน คนป่วยแยกไปรักษา หรือต้องทำอย่างไรบ้าง เป็นโรงพยาบาลเอกเทศ ก่อนมี ร.พ.ศิริราช ในเวลาต่อมา
ห่าแรก คือ ฝีดาษ ห่าที่ 2 คือ อหิวาตกโรค เพิ่งมาในสมัยรัชกาลที่ 2 เท่านั้นเอง มากับยุคล่าอาณานิคม และห่าที่ 3 หลักฐานคือมาสมัย ร.5 ที่เราพยายามสกัดกั้นเต็มที่ แต่ก็มีข้อถกเถียงว่า ห่าต้นกรุงศรีอยุธยา อาจจะเป็นกาฬโรคได้หรือไม่ได้หรือไม่ หรือไม่ก็เป็นทรพิษ ไม่มีทางเป็นอหิวาต์เด็ดขาด
“ตำราวิทยาศาสตร์การแพทย์โบราณ เกิดจากผีไปหุงว่านยาให้คลุ้งไป คนสูดหายใจเข้าไปก็เป็นโรคระบาด ซึ่งในความเชื่อฝรั่ง คือ กลิ่น หรือสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะกลิ่นเหม็นทำให้เกิดโรค เรียกว่าทฤษฎีไอพิษ (Miasmatic Theory) ซึ่งยุโรปสมัยกลาง เป็นเมืองที่เหม็นมาก ตรงถนนกลางร่องของรถม้าเป็นที่ทิ้งอุจจาระ-ปัสสาวะ เป็นเมืองที่เหม็นมากก่อให้เกิดโรค แต่ทฤษฎีไอพิษมีมาตั้งแต่สมัยโรมันแล้ว หมอบรัดเลย์นำทฤษฎีนี้เข้ามา มีการเอาความรู้ตะวันตกเข้ามาใส่ในคัมภีร์ เป็นลักษณะการเลือกความรู้” ผศ.ดร.ชาติชายกล่าว