ครบขวบปีพอดี กับการที่ บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด เข้ามารับหน้าเสื่อดูแลแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบก์ ‘ดูคาติ’ พร้อมทั้งเทกแคร์ลูกค้าไรเดอร์เมืองไทย

งานนี้ผู้บริหารหนุ่ม กฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานกรรมการบริหาร อดไม่ได้ ที่จะออกมาบอกกล่าวถึงความสำเร็จที่ผ่านมา พร้อมทั้งประกาศวิสัยทัศน์ในการนำพาดูคาติเดินหน้าต่อไปในบ้านเรา

ผลงานปีแรกน่าพอใจ
ก่อนที่บริษัทเข้าดูแลตลาดประเทศไทย ทีมงานได้ทำงานกันอย่างหนัก มีลูกค้าเป็นตัวตั้ง โดยเฉพาะในเรื่องของการรับฟังความต้องการของลูกค้าสำรวจ วิจัย รวมถึงเจาะลึกลูกค้าแต่ละกลุ่มว่าลูกค้าชอบอะไร และไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับดูคาติ เพื่อนำมาปรับปรุง แล้วนำเสนอให้ครบในทุกมิติ เพราะในตลาดโลกแบรนด์ดูคาติ มีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งอย่างมาก

ขณะที่ในประเทศไทย จากการที่ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการขาย จนสร้างความเชื่อมั่นได้เพิ่มขึ้น ระยะเวลา 1 ปีที่บริษัทเข้ามาดูแลตลาดประเทศไทยทำยอดขายไปได้แล้ว 500 คัน ถือว่าน่าพอใจมาก

กลยุทธ์การตลาด
ช่วง 1-2 ปีแรก เน้นฟื้นฟูความเชื่อมั่น พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจในการดำเนินงานที่ได้มาตรฐานและยั่งยืน โดยเฉพาะบริการหลังการขาย รวมถึงนำเสนอทุกอย่างที่เป็นดูคาติ เพื่อถ่ายทอด DNA ให้กับลูกค้าคนไทยอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาได้ลงทุนก่อสร้างคลังอะไหล่เพื่อรองรับรถที่เข้ารับบริการเป็นเงินกว่า 20 ล้านบาท

เพิ่มการรับประกันตัวรถที่มาพร้อมบริการฉุกเฉินบนท้องถนน จากเดิม 2 ปี เพิ่มเป็น 3 ปี ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี รับประกันอะไหล่ 2 ปี อัพเดตซอฟต์แวร์และเปลี่ยนอุปกรณ์ที่มีการอัพเดต โดยไม่มีค่าใช้จ่าย รับประกันคุณภาพงานซ่อมนาน 6 เดือน

พร้อมกันนี้ได้เร่งขยายโชว์รูมและศูนย์บริการเต็มรูปแบบ ที่ปัจจุบันมีอยู่ 7 แห่ง สาขาสุวรรณภูมิ ราชพฤกษ์ ประดิษฐ์มนูธรรม ขอนแก่น พิษณุโลก ภูเก็ต และลพบุรี ตั้งเป้าเปิดเพิ่มอีก 2 แห่งเร็วๆ นี้ พื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออก เพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้กับลูกค้าที่เข้าใช้บริการด้วยการจองคิวรับบริการ Ducati Fast Track เสร็จภายใน 3 ช.ม. นอกจากนี้ ยังมีบริการ Ducati Mobile Service เพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการลูกค้าในพื้นที่ที่ยังไม่มีโชว์รูมและศูนย์บริการ

ด้านแผนการตลาด มุ่งเน้นเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง เพื่อให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในปัจจุบันให้มากขึ้น

มีรถรุ่นใหม่กี่รุ่น
ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา เปิดตัวรถไปแล้ว 8 รุ่นหลัก 34 รุ่นย่อย ราคาเริ่มต้นที่ 349,000 บาท ไปจนถึง 1.66 ล้านบาท โดยรุ่นที่ลูกค้าคนไทยให้ความสนใจ และเลือกเป็นเจ้าของมากที่สุด 3 อันดับได้แก่ Monster สัดส่วน 29% Scrambler สัดส่วน 22% Panigale V4 สัดส่วน 17%

ภายในสิ้นปีนี้เปิดเพิ่มอีกอย่างน้อย 2 รุ่น ขณะที่ภายใน 1-2 ปีจากนี้ไปเตรียมนำเข้ารุ่นที่มีเครื่องยนต์ขนาดเล็กลงเพื่อเพิ่มความหลากหลาย

ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน