จากเหตุไฟไหม้สถานบันเทิงที่จ.ชลบุรี ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากจากความร้อนและเปลวเพลิง

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์เปิดเผยว่า ประชาชนที่ไปเที่ยวควรระวังและมีความรู้ในการป้องกันตัวให้เพียงพอ สิ่งหนึ่งที่ควรทำเวลาไปสถานที่ใดๆ คือต้องหาทางหนีไฟว่าอยู่บริเวณใด แต่ยังมีสิ่งอื่นๆ ที่ทำได้อีก เช่น ถ้าเกิดไฟไหม้ในอาคารปิด และเราอยู่ในห้องอย่าเปิดประตูเข้าไปเลย ลองเอามืออังดูก่อนว่าประตูร้อนหรือไม่ ซึ่งแสดงว่ามีไฟไหม้หลังประตูนั้น ถ้ารู้สึกร้อนหาทางออกอื่น ถ้าไม่มีทางออกให้ปิดรูรอบๆ ประตูและทางระบายอากาศที่มีอยู่ ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำเปียกมาอุดช่องใต้ประตูเพื่อไม่ให้ควันไฟเข้า ถ้ารู้สึกหายใจลำบากให้ก้มตัวต่ำลง เพราะบริเวณด้านล่างจะมีออกซิเจนมากกว่า และอย่าตกใจ พยายามหายใจสั้นๆ เพราะจะเอาก๊าซพิษเข้าไปน้อยกว่า

นพ.สมศักดิ์กล่าวอีกว่า การเกิดบาดแผลจากไฟไหม้ แผลพุพอง น้ำร้อนลวก บริเวณผิวหนัง ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยๆ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผิวหนังจะมีหน้าที่สำคัญในการปกป้องร่างกายจากเชื้อโรค สารเคมี รังสีต่างๆ รวมถึงมีส่วนในการควบคุมความชื้นและอุณหภูมิของร่างกาย มีเส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่เป็นจำนวนมาก

สำหรับบาดแผลจากไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกที่บริเวณผิวหนังสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับตามความลึกของบาดแผล คือ 1) แผลลึกระดับที่ 1 (First-degree burn) การบาดเจ็บอยู่เฉพาะที่ชั้นหนังกำพร้า เป็นชั้นผิวหนังส่วนตื้น แผลอาจมีลักษณะคล้ายผิวหนังไหม้จากการโดนแสงแดดจัด อาการที่พบ เจ็บแสบ แดง และแห้ง ไม่มีลักษณะของตุ่มน้ำให้เห็น หายได้เองภายใน 7-14 วัน 2) แผลลึกระดับที่ 2 (Second-degree burn) การบาดเจ็บลงลึกถึงชั้นหนังแท้ อาการขึ้นอยู่กับความลึกที่ได้รับบาดเจ็บ มักพบตุ่มน้ำ แผลถลอกร่วมด้วย การหายของแผลอาจใช้เวลามากกว่าสองสัปดาห์และมีโอกาสเกิดแผลเป็นหรือสีผิวผิดปกติตามมา 3) แผลลึกระดับที่ 3 (Third-degree burn หรือ Full-Thickness burn) ผิวหนังทุกชั้นถูกทำลายด้วยความร้อน แผลมีลักษณะแห้งแข็ง ไม่ยืดหยุ่น แผลชนิดนี้มักไม่หายเอง ต้องได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง มีโอกาสเกิดการหดรั้งหรือแผลเป็นนูนตามมาได้ค่อนข้างมาก

พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับบาดแผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก คือ 1.ออกจากแหล่งความร้อนโดยเร็วที่สุด รวมถึงกำจัดแหล่งความร้อนที่จะทำให้บาดแผลลุกลามมากขึ้น เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับที่อยู่บริเวณแผล เป็นต้น 2.ล้างบาดแผลด้วยน้ำสะอาดที่อุณหภูมิปกติ เพื่อลดความร้อนและทำให้แผลเย็นลง 3.กรณีมีบาดแผลถลอก มีตุ่มน้ำ สีของผิวหนังเปลี่ยนแปลง มีบาดแผลลึก หรือมีแผลไหม้เป็นบริเวณกว้าง สามารถปิดแผลด้วยผ้าก๊อซ หรือผ้าสะอาด และให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน 4.ไม่ควรทาหรือใช้สารอื่นๆ ทาลงบนบาดแผล เช่น ยาสีฟัน ไข่ขาว น้ำปลา เนื่องจากอาจเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อที่บาดแผลได้

พญ.มิ่งขวัญให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เป็นปัญหาที่ควรได้รับการดูแลอย่างรวดเร็วและถูกต้องตั้งแต่ระยะก่อนมาพบแพทย์ เพื่อลดโอกาสในการลุกลามของบาดแผลและลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงรวมถึงเกิดการติดเชื้อผิวหนังจากบาดแผลไฟไหม้ที่เกิดขึ้นได้ นอกจากปัญหาเรื่องบาดแผลที่ต้องได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว ผู้ป่วยยังมีโอกาสเกิดปัญหาอื่นๆ เช่น การสูญเสียน้ำและเกลือแร่ของร่างกาย การติดเชื้อ และการสูดดมควันไฟ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

ขณะที่ นพ.เกรียงไกร นามไธสง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานีกล่าวว่า ควันจากไฟไหม้ ประกอบด้วยคาร์บอน มอนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ และอนุภาค (PM หรือเขม่า) ซึ่งประกอบด้วยสารเคมีต่างๆ ควันไฟมีสารเคมีหลายชนิด เช่น อัลดีไฮด์ ก๊าซที่มีคุณสมบัติเป็นกรด ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ โพลีซัยคลิก อโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (PAHs) เบนซีน โทลูอีน สไตรีน โลหะ และไดออกซิน ซึ่งเกิดจากโฟม สี หรือวัสดุต่างๆ ที่ถูกเผาไหม้

ถ้าหายใจควันไฟเป็นจำนวนมากจะต้องไม่ออกแรงมาก โดยเฉพาะในคนที่ไม่แข็งแรงอยู่แล้ว เช่น คนที่มีโรคประจำตัว เป็นโรคหัวใจหรือทางเดินหายใจจะทำให้หัวใจและปอดทำงานมากขึ้น ส่วนใหญ่ประชาชนที่ติดอยู่ในสถานที่ซึ่งเกิดไฟไหม้จะมีความตื่นตระหนกและพยายามวิ่งหนี โดยเฉพาะถ้าไฟดับก็จะทำให้ยิ่งตื่นตระหนก ทำให้หายใจเร็วขึ้น ทำให้ยิ่งหายใจเอาก๊าซพิษเข้าไปมากขึ้น การหายใจควันไฟในระยะแรกจะเกิดผลเฉียบพลัน โดยควันจะระคายเคืองตา จมูก คอ และกลิ่นจะทำให้คลื่นไส้ ปอดทำงานลดลงทำให้ออกซิเจนในร่างกายน้อยลง มีสารสองชนิดในควันไฟที่มีผลต่อสุขภาพมากคือ ก๊าซคาร์บอน มอนอกไซด์และอนุภาคขนาดเล็กๆ เช่น PM 2.5 หรือ อนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งมองด้วยตาไม่เห็น เมื่อหายใจเอาคาร์บอนมอนอกไซด์ร่างกายจะใช้ออกซิเจนไม่ได้ ทำให้เกิดอาการขาดออกซิเจน ได้แก่ ปวดศีรษะ ลดความตื่นตัว และทำให้เกิดอาการของหลอดเลือดหัวใจ เช่น เจ็บหน้าอก นอกจากนี้ อนุภาคยังเข้าไปยังทางเดินหายใจโดยตรง ทำให้เกิดไอ หายใจลำบาก และทำให้คนที่เป็นโรคมีอาการรุนแรงขึ้น

โดยเฉพาะคนที่ไปเที่ยวผับ บาร์ จะสูบบุหรี่ ทำให้สมรรถภาพปอดเลวลงอีก เมื่อหนีออกมาได้อาการก็จะลดลงแต่จะยังคงอยู่อีก 2-3 วัน คนที่ติดอยู่ภายในและหายใจควันไฟมากๆ ก็จะทำให้ขาดออกซิเจน และอาจ หมดสติ ถ้าช่วยออกมาไม่ได้ก็จะถึงแก่กรรมในสถานที่นั้น ข้อปฏิบัติของคนที่หนีออกมาจากผับได้คือต้องเฝ้าระวังตนเองว่ามีอาการหายใจผิดปกติหรือไม่ ถ้าไม่แน่ใจควรมาตรวจร่างกาย

นอกจากประชาชนแล้วยังมีผู้ได้รับผล กระทบจากควันไฟอีก ได้แก่ พนักงานดับเพลิงและหน่วยกู้ภัย ซึ่งต้องเข้าไปดับเพลิง บ่อยๆ ทำให้หายใจเข้าไปซ้ำๆ กัน ทั้งนี้ ควันไฟที่เห็นก็อันตราย แต่ส่วนที่อันตรายกว่าคือ อนุภาค (PM) ที่มองไม่เห็นการเข้าไปดับเพลิงแม้ในระยะสั้นบ่อยๆ ก็จะทำให้เกิดผลต่อสุขภาพระยะยาวได้

เช่น ในพนักงานดับเพลิงอาจจะเกิดมะเร็ง โรคปอด และโรคของหัวใจและหลอดเลือด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน