หลวงพ่อรักษ์ ฐิตธัมโม วัดน้อยแสงจันทร์ สมุทรสงคราม
อริยะโลกที่ 6
“พระครูสุธรรมธาดา” หรือ “หลวงพ่อรักษ์ ฐิตธัมโม” อดีตเจ้าอาวาส วัดน้อยแสงจันทร์ ต.ลาดใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม
เกิดที่คลองบางตะบูน เมื่อวันแรม 7 ค่ำ เดือน 7 วันพุธ ปีจอ ตรงกับวันที่ 29 มิ.ย.2453 บิดาชื่อนายยิ้ม และมารดาชื่อ นางเหม
ในวัยเด็กบิดาและมารดานำมาฝากเรียนหนังสือเป็นเด็กวัดอยู่วัดสวนแก้ว อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ภายหลังย้ายมาอยู่ใกล้วัดน้อยแสงจันทร์ เคยตามอาไปอยู่ที่ปทุมธานีใกล้วัดเทียนถวาย แล้วย้ายไปที่ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี
เรียนหนังสืออยู่ที่นั่นจนอายุครบบวชจึงเข้ารับการอุปสมบทที่พัทธสีมาวัดเทียนถวาย ต.บ้านใหม่ อ.เมือง จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2474 มีพระครูธัญญเขต เขมากร (หลวงพ่อช้าง) วัดเขียนเขต เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระปทุมวรนายก (หลวงพ่อสอน) วัดเทียนถวาย เป็นพระ กรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาว่า ฐิตธัมโม
จากนั้นจำพรรษาอยู่ที่วัดเทียนถวายเพื่อร่ำเรียนวิชากับหลวงพ่อสอน และเรียนกัมมัฏฐานกับหลวงพ่อช้าง วัดเขียนเขต
ต่อมาไปเรียนวิชากัมมัฏฐานเพิ่มเติมจากท่านพ่อบัณฑูรสิงห์ (เจิม คุณาบุตร) ที่วัดเกตมวดีศรีวราราม ต.บางโทรัด อ.เมือง จ.สมุทรสาคร จนสำเร็จวิชาต่างๆ มากมาย
แล้วจึงย้ายกลับมาจำพรรษาที่วัดน้อยแสงจันทร์ซึ่งเป็นวัดบ้านเกิดของท่าน และอยู่จำพรรษาเรื่อยมาเพื่อโปรดโยมมารดาที่ชราภาพ ซึ่งในขณะนั้นหลวงพ่อพูนเป็น เจ้าอาวาส
จนถึงปีพ.ศ.2494 หลวงพ่อพูนมรณภาพ ชาวบ้านและคณะกรรมการวัดจึงนิมนต์ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบแทน ด้วยมีคุณสมบัติเหมาะสมด้วยอายุพรรษากาล มีความรู้ทางด้านวิทยาคม อีกทั้งปฏิบัติดีปฏิบัติชอบพร้อมด้วยศีลจริยาวัตร ผู้คนเลื่อมใสศรัทธาควรแก่การกราบไหว้เป็นอย่างยิ่ง
วัดน้อยแสงจันทร์ เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ริมคลองแม่กลอง ต.ลาดใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม สร้างเมื่อปีพ.ศ.2459 โดยมีผู้สร้างคือ นายเหม็น นางน้อย นายจันทร์ และนางแสง ซึ่งได้สละทรัพย์สมบัติและที่ดินให้สร้างวัดพร้อมกับเรือนฝากระดานอีกจำนวน 3 หลัง และยังได้จัดสร้างเสนาสนะต่างๆ เพิ่มเติมให้ตลอดมา

ชาวบ้านจึงได้ให้ชื่อวัดนี้ว่า วัดน้อยแสงจันทร์ ตามชื่อผู้สร้าง เพียงแต่รายที่ 4 ซึ่งมีนามว่านายเหม็นนั้น เจ้าตัวเห็นว่า ชื่ออาจจะไม่เป็นมงคลนัก จึงให้ใช้ชื่อเพียง 3 ราย
เมื่อหลวงพ่อรักษ์ได้รับตำแหน่ง เจ้าอาวาสก็ได้พัฒนาวัดเพิ่มเติมอย่างสุดความสามารถ ทั้งการสร้างเสนาสนะต่างๆ เพิ่มเติม ปรับปรุงถาวรวัตถุต่างๆ ภายในวัดให้แข็งแรงมั่นคงมากขึ้น และยังได้ขัดเกลาให้ชาวบ้านอยู่ในศีลในธรรม
ในสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้นจะเน้นงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง มีการฝึกอบรมพระภิกษุสามเณรทุกกึ่งเดือน ทำวัตรเช้า-เย็น รวมทั้งมีการอบรมศีลธรรมแก่เด็กวัดและนักเรียนโรงเรียนของรัฐ ประชาชนตามหลักเบญจศีลเบญจธรรม
พ.ศ.2516 ช่วยสอนประชาชนในจังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดใกล้เคียงให้รู้จักการนั่งกัมมัฏฐาน
เป็นพระนักพัฒนา อีกทั้งปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ชาวบ้านให้ความเลื่อมใสศรัทธา
ปกครองวัดเรื่อยมาจนล่วงเลยเข้าสู่วัยชราภาพ บ่อยครั้งทำให้อ่อนแรง สุขภาพไม่แข็งแรงดังเดิม กระทั่งล้มป่วยอาพาธเป็นประจำ ต้องเข้าออกโรงพยาบาลหลายครั้ง
ท้ายที่สุด ถึงแก่มรณภาพอย่างสงบในปีพ.ศ.2538 สิริอายุ 85 ปี พรรษา 64