อื้อฉาวบานปลายกันไปใหญ่โต และไม่มีทีท่าจะเงียบไปได้ง่ายๆ สำหรับกรณีตำรวจหญิงยศสิบตำรวจโท ที่อ้างตัวเป็นภรรยาสมาชิกวุฒิสภา ถูกกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายทหารรับใช้หญิงของตัวเองอย่างรุนแรง
แฉกันผ่านสื่อเละเทะ และกลายเป็น คดีความไปเรียบร้อย
โดยที่ได้รับความสนใจจากสังคม อย่างสูง เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การทำร้ายร่างกายธรรมดา
แต่ลามไปถึงเรื่องระบบราชการที่ ซับซ้อนซ่อนเงื่อน เมื่อพบว่าสิบตำรวจโท คนนี้ บรรจุรับราชการเมื่ออายุ 39 ปี ทั้งที่ระเบียบกำหนดไว้ไม่เกิน 35 ปีเท่านั้น
แถมจากที่สังกัดสันติบาล กลับถูกขอตัวมาช่วยราชการที่กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ฟาดเบี้ยเสี่ยงภัย อายุราชการทวีคูณ ทั้งที่ตัวยังนอนอยู่บ้านที่จ.ราชบุรี
ไม่เพียงแค่นั้นยังใหญ่โตถึงขั้นฝากเด็กรับใช้เข้าไปเป็นทหารได้สำเร็จ และขอตัวมาเป็นทหารรับใช้ที่บ้านตัวเองได้
โดยที่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็ชี้แจงได้ไม่กระจ่าง มีอะไรก็บอกต้องรอผลสอบสวน
ย้ำให้สังคมคิดว่าต้องมีบุคคลระดับบิ๊ก อยู่เบื้องหลังเรื่องดังกล่าว
ยังไม่รวมถึงส.ว.คนไหนที่ตกเป็นบุคคลที่ถูกอ้าง หากไม่ชี้แจงแถลงไขให้ชัดเจน
ก็ระวังเข้าข่ายปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง บรรดาส.ว.จะว่ายังไง!??

แจ้งความเพชรบุรี
■ อ้างเมียส.ว.ตื้บทหารรับใช้
เรื่องอื้อฉาวดังกล่าวเป็นที่รับรู้ในสังคมเมื่อวันที่ 18 ส.ค. โดยนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือกัน จอมพลัง พร้อม ‘น้องเอ’ อดีตทหารหญิงยศสิบโท เข้าแจ้งความที่สภ.เมืองราชบุรี เพื่อขอให้เอาผิดส.ต.ท.หญิง กรศศิร์ บัวแย้ม หรือนุช ตำแหน่ง ผบ.หมู่ กก.4 บก.ส.1 ปัจจุบันช่วยราชการ กอ.รมน.ภาค 4 (ส่วนหน้า) ในข้อหาทำร้ายร่างกาย
โดยระบุว่า ส.ต.ท.หญิงกรศศิร์ หรือ เจ๊นุช ซึ่งเป็นนายจ้างของน้องเอ ตั้งแต่ทำร้านกาแฟ อ้างว่าเป็นภรรยาของสมาชิกวุฒิสภาคนหนึ่ง สามารถฝากเข้ารับราชการทหารได้ แต่ให้สัญญาว่าต้องคอยดูแลรับใช้ที่บ้าน ต่อมาเข้ารับราชการได้จริง แล้วทำงานที่หน่วยมาประมาณปีกว่า ก็มีคำสั่งให้มาช่วยราชการที่บ้านของเจ๊นุช ที่จ.ราชบุรี
หลังจากที่ทำงานได้สักพัก ก็ถูกทำร้าย อ้างว่าทำงานไม่ถูกใจ พูดไม่มีหางเสียง ทั้งตบปาก ใช้ที่หนีบผมร้อนๆ มาหนีบมือ ใช้เครื่องชอร์ตไฟฟ้าจี้ตามร่างกายและในร่มผ้า หลังๆ ใช้การชอร์ตปาก เพราะมีน้ำลายที่เป็นสื่อนำไฟฟ้า ฉีดสเปรย์แอลกอฮอล์แล้วจุดไฟ ใช้ไม้บรรทัดเหล็กตีจนเป็นแผล หนำซ้ำเงินเดือนข้าราชการทหาร ที่ได้รับหลังหักเงินกู้ยืมสหกรณ์ เดือนละ 5,300 บาท ก็ต้องโอนให้เจ๊นุช โดยถูกกระทำมานานกว่า 2 ปี
สุดท้ายทนไม่ไหวจนต้องมาขอความช่วยเหลือให้หลุดรอดจากขุมนรก
ไม่เพียงแค่นั้นเมื่อวันที่ 23 ส.ค. กัน จอมพลัง ก็นำน้องเอไปแจ้งความเพิ่มเติมที่สภ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เพื่อเอาผิดกับนายคมสิทธิ์ จังพานิช ที่อ้างตัวเป็นแฟนเจ๊นุช น้องชายนักการเมืองท้องถิ่น จ.ราชบุรี ที่ร่วมลงมือทำร้าย เพราะกลัวเจ๊นุชจะ เจ็บมือ และใช้เครื่องชอร์ตไฟฟ้าชอร์ต เข้าที่หลังคอและขา จนเนื้อไหม้เป็นแผล และใช้เก้าอี้ฟาดจนเก้าอี้หัก
ไม่เพียงแค่นั้นยังใช้ปืนตบหน้าและใช้ปืนจ่อหัวด้วย

ส.ต.ท.ให้การ
ขณะที่นายคมสิทธิ์ยอมรับทำร้ายน้องเอจริง เพราะชอบยั่วโมโหแฟนสาว ที่ทำไปเหมือนกับพ่อสอนลูก
พร้อมเข้ามอบตัวที่สภ.ชะอำ และได้รับประกันตัวไปด้วยวงเงิน 1 แสนบาท
เป็นคดีที่ต้องติดตามดูกันว่าจะมีบทสรุปอย่างไร
ถือเป็นคดีทำร้ายร่างกายที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์!!!

พาชี้จุดชะอำ
■ ‘จี้หาตัวส.ว.ต้นเรื่องเป็นใคร
ขณะที่ส.ต.ท.หญิงกรศศิร์ ได้เข้ามอบตัวกับ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผบ.ตร. ที่สภ.เมืองราชบุรี เมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งพนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อกล่าวหา เป็นข้าราชการแสวงหาประโยชน์ บังคับใช้แรงงานหรือบริการ โดยการข่มขืนใจ โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของบุคคลนั้น หรือผู้อื่น โดยเป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจาก หรือไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ ซึ่งบุคคลใด โดยข่มขู่ ใช้กำลังบังคับ ลักพาตัว ฉ้อฉล และใช้อำนาจโดยมิชอบ ใช้อำนาจครอบงำบุคคลด้วยเหตุที่อยู่ในภาวะอ่อนด้อย ทางร่างกาย จิตใจ ความผิด ตาม พ.ร.บ.ปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6, มาตรา 6/1, มาตรา 13 และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
ก่อนที่พล.ต.ท.สุรเชษฐ์จะสอบปากคำด้วยตัวเอง พร้อมเปิดเผยว่า ส.ต.ท.หญิง กรศศิร์ รับสารภาพว่าทำร้ายร่างกายจริง โดยอ้างว่ามีอาการไม่สามารถควบคุมตัวเอง พร้อมนำใบรับรองแพทย์ มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ระบุว่ามีอาการควบคุมตัวเองไม่ได้เป็น ระยะๆ และรับการรักษาต่อเนื่องมาประมาณ 2 ปี แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นโรคอะไร
ทั้งนี้จากการสอบสวนส.ต.ท.หญิง กรศศิร์ ให้การว่ามีผู้ใหญ่ฝากเข้ารับราชการตำรวจ และเป็นคนฝากสาวใช้เข้ารับราชการทหาร นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ประสานงานส.ว.ท่านหนึ่ง ซึ่งคงต้องสอบสวนที่มาที่ไปอีกครั้ง
คุมสอบเข้มก่อนส่งฝากขังศาล พร้อมคัดค้านประกันตัวเพราะเกรงจะยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน
สุดท้ายศาลไม่ให้ประกันส่งคุมตัวไว้ที่เรือนจำจังหวัดราชบุรี
ขณะที่เรื่องดังกล่าวความสนใจอย่างมากพุ่งเป้าไปที่ตัวส.ว. ด้วยความสงสัยว่าส.ต.ท.หญิงคนดังกล่าวเป็นภรรยาส.ว.จริงหรือไม่ ร่ำลือไปอย่างกว้างขวาง จนอย่างน้อยส.ว. 2 คน ประกอบด้วย นายวันชัย สอนศิริ และปัฐมพงศ์ ประถมภัฏ อายุ 68 ปี คนดังในจ.ราชบุรี ต่างออกมาประสานเสียงว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว
ส่วนเป็นส.ว.คนใด หรือมีจริงหรือไม่ ก็ยังไม่มีใครออกมาชี้แจง!??
ล่าสุด นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา สั่ง คณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา สอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว ตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมสมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการ พ.ศ.2563 ทั้งนี้ หากผลการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภาเป็นประการใดจะแจ้งให้ทราบต่อไป
รอดูผลสอบว่าจะออกมาเป็นอย่างไร

เก็บหลักฐาน
■ รอฟังตร.-ทหารตั้งกก.สอบ
ไม่เพียงแค่นั้น ข้อสงสัยต่างๆ ก็ยังพุ่งตรงไปที่กองทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากผู้ต้องหา ซึ่งก็คือเจ๊นุช นั้นเป็นตำรวจชั้นประทวนยศเพียง ส.ต.ท. ซึ่งเมื่อตรวจสอบพบว่าเข้ารับราชการเมื่อปี 2560 ด้วยอายุ 39 ปี ซึ่งขัดต่อระเบียบการเข้ารับราชการที่กำหนดอายุไว้ไม่เกิน 35 ปี
ไม่เพียงแค่นั้นตามที่ระบุว่าสังกัดกองบัญชาการตำรวจ สันติบาล และได้รับการขอตัวไปช่วยราชการที่กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า หรือในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จะได้ทั้งเบี้ยเสี่ยงภัย อายุราชการทวีคูณ กลับปรากฏว่า เจ๊นุชไม่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด ยังคงอยู่ที่บ้านพักในจ.ราชบุรี
และน่าสงสัยกองบัญชาการกองทัพไทย ที่เป็นต้นสังกัดของสิบโทเอ ที่ถูกซ้อมทรมาน และส่งไปเป็นทหารรับใช้ ว่าขั้นตอนการรับเข้าราชการเป็นอย่างไร มีบิ๊กเนมคนไหนฝากฝัง หรือส.ต.ท.ที่เป็นผู้ต้องหาสามารถสั่งการได้จริงๆ
แล้วทำไมถึงยอมให้กำลังพลตัวเองไปรับใช้บุคคลภายนอก ทั้งที่ยังรับเงินเดือนที่มาจากภาษีประชาชน

แฟนส.ต.ท.มอบตัว
โดยพล.ต.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ รองแม่ทัพน้อยที่ 4 และ รอง ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ระบุว่า ส.ต.ท.หญิงกรศศิร์ มาช่วยราชการในแผนกการข่าว แต่หลังเกิดเหตุมีการแจ้งความจากทหารรับใช้ในเรื่องการทำร้ายร่างกาย ทาง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ทำหนังสือส่งตัว ส.ต.ท.หญิง คนดังกล่าว กลับต้นสังกัดทันที จากนี้เป็นหน้าที่ของต้นสังกัด และตำรวจในท้องที่เกิดเหตุ
ด้านพ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกตร. ระบุว่า ส.ต.ท.หญิงกรศศิร์ รับราชการในวัย 39 ปี นั้นเนื่องจากใช้วุฒิปวส.ด้านบัญชีมาสมัคร ซึ่งสามารถรับได้ในส่วนตำแหน่งที่ขาดแคลนบุคลากร โดยสังกัดสำนักงบประมาณและการเงิน ก่อนย้ายไปบช.ส. และไปช่วยราชการกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า
พล.ท.ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร ยอมรับสิบโท ที่ถูกทำร้ายลาออกจากราชการเนื่องจากต้องดูแลบิดามารดาที่ป่วย และได้รับการอนุมัติให้ลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 6 พ.ค. 65 ส่วนรายละเอียดอื่นๆ อยู่ระหว่างสอบสวน
หวังว่าระยะการสอบคงไม่ยาวนานจนเกินไป และมีความกระจ่างชี้แจงต่อสังคม
ไม่ให้ความเสื่อมศรัทธาต่อองค์กรเหล่านี้มีมากจนแก้ไขไม่ทัน!!!