ยุคนี้นอกจากอาวุธปืนจะหาซื้อกันได้ง่ายดายแล้ว หากพอมีฝีมือในเชิงช่าง การทำปืนดัดแปลงขึ้นมาใช้เองก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป วิธีการทำก็มีคนโพสต์โชว์เอาไว้ทั้งในเฟซบุ๊ก-ยูทูบ
ย้อนไปเมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 24 ส.ค. 2565 ร.ต.ท.พันธรักษ์ พงศ์พฤกษธาตุ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองตรัง รับแจ้งเหตุชายวัยรุ่นถูกยิงบาดเจ็บสาหัสหน้าโรงยิมเนเซียม สนามกีฬาทุ่งแจ้ง เขตเทศบาลนครตรัง ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.ต.วสันต์ บรรลือพืช สว.สส.สภ.เมืองตรัง กำลังตำรวจชุดสืบสวนทั้งจากโรงพักเมือง, กก.สส.ภ.จว.ตรัง, ตำรวจ กก.6 บก.ป. เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดและหน่วยกู้ภัยสว่างภักดี

นำคนเจ็บส่งร.พ.
ที่เกิดเหตุพบนายกิตติศักดิ์ โพชสาลี หรือเบส อายุ 16 ปี บาดเจ็บสาหัส นอนหายใจรวยริน มีบาดแผลกระสุนปืนไม่ทราบขนาดเข้าต้นคอ 1 นัดกระสุนฝังใน หน่วยกู้ภัยรีบนำตัวส่งร.พ.ตรัง อย่างเร่งด่วน
ขณะที่พยานระบุ เห็นคนเจ็บขี่รถจักรยานยนต์มาจอดแล้วเดินมานั่งก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือบนขอบปูนทางเท้า จากนั้นมีชายวัยรุ่น 2 คนขี่และซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าพีซีเอ็กซ์ สีขาว ไม่ติดแผ่นทะเบียนมาจอด ก่อนคนซ้อนสวมหน้ากากอนามัย เดินลงจากรถมาใช้อาวุธปืนจ่อต้นคอแล้วยิงทันที 1 นัด ไม่ได้พูดคุยกันแม้แต่คำเดียวแล้วพากันหนีไป
หลังสอบสวนเจ้าหน้าที่คาดน่าจะเป็นความขัดแย้งส่วนตัว พ.ต.ต.วสันต์จึงสั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อหาเบาะแสคนร้าย ยานพาหนะที่ใช้ รวมถึงเส้นทางหลบหนีอย่างเร่งด่วน

2 คนร้ายมอบตัว
คํ่าวันเดียวกัน มีผู้ปกครองนำตัว ด.ช.เอ (นามสมมติ) อายุ 14 ปี ชาว ต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง พร้อมด้วยนายบี (นามสมมติ) อายุ 16 ปี ชาว ต.โคกหล่อ อ.เมืองตรัง เข้ามอบตัวกับ ร.ต.ท.พันธรักษ์ พงศ์พฤกษธาตุ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองตรัง เจ้าของคดี พร้อมยอมรับว่าเป็น 2 คนร้ายที่ก่อเหตุ โดย ด.ช.เอรับว่าเป็นคนลั่นไกยิงหนุ่มที่บาดเจ็บ ส่วนนายบีเป็นคนขี่รถจักรยานยนต์พาหลบหนี
จากการสอบปากคำ ด.ช.เอ (นามสมมติ) มือยิงให้การรับสารภาพว่าตนเองไม่ได้เรียนหนังสือ จบการศึกษาชั้น ป.5 รู้จักกับคนเจ็บ โดยเมื่อช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เพื่อนของผู้บาดเจ็บได้ทะเลาะกับตน ก่อนจะใช้ขาเตะตนพร้อมกับใช้อาวุธมีดพยายามแทงตน แต่ตนสามารถจับมือเอาไว้ได้ และหนีมาได้ทัน ต่อมาในวันถัดไปคนเจ็บกลับพูดข่มขู่ตนว่าระวังไว้จะตายไม่รู้ตัว ทำให้ตนเกิดความแค้น แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร
กระทั่งวันนี้ บังเอิญตนเพื่อนมาดูสาวๆ ที่หน้าโรงเรียน ปรากฏว่าได้พบเจอคนเจ็บพอดี จึงใช้อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ ใช้กระสุนขนาด .38 ที่ตนทำขึ้นมาเอง ยิงเข้าที่ต้นคอคนเจ็บ ส่วนอาวุธปืนได้นำไปทิ้งภายในบ่อบำบัดน้ำเสียของเทศบาล และปืนกระบอกดังกล่าวตนเป็นคนประดิษฐ์ขึ้นมาเอง โดยนำไปให้ช่างเหล็กกลึงให้ และพกติดตัวตลอดเวลา

พฐ.ตรวจที่เกิดเหตุ
ต่อมากำลังชุดสืบสวนได้คุมตัวไปให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเก็บลายนิ้วมือและคราบเขม่าดินปืนบริเวณฝ่ามือและแขน พร้อมทั้งทำบันทึกการจับกุม และประวัติของเยาวชนทั้ง 2 ราย
วันรุ่งขึ้น พ.ต.ต.วสันต์ บรรลือพืช สว.สส.สภ.เมืองตรัง พร้อมด้วยกำลังตำรวจชุดสืบสวน ควบคุมตัว ด.ช.เอ (นามสมมติ) อายุ 14 ปี และนายบี (นามสมมติ) อายุ 16 ปี ไปชี้จุดที่ทิ้งอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ ภายในบ่อบำบัดน้ำเสีย พื้นที่หมู่ 3 ต.บางรัก อ.เมือง จ.ตรัง ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 1 ก.ม. โดย ด.ช.เอให้การว่าเป็นคนลงจากรถจยย.นำเข้าไปโยนทิ้ง
ตำรวจประสานเจ้าหน้าที่ชุดประดาน้ำ และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิกุศลสถานตรัง จำนวน 4 นาย เข้าร่วมค้นหาในบ่อบำบัดขนาดความกว้างประมาณ 7 เมตร เจ้าหน้าที่จึงวางแผนค้นหาในรัศมียาว 10 เมตร กว้าง 7 เมตร ตามที่เยาวชนทั้งสองให้การ โดยใช้เวลาประมาณ 2 ช.ม. แต่ไม่พบอาวุธปืนดังกล่าว ประกอบกับมีอุปสรรคคือน้ำมีสีดำคล้ำ มองไม่เห็นสภาพด้านล่าง ต้องใช้มืองมหาเท่านั้น รวมทั้งมีเศษซากต้นไม้ เศษแก้วเศษกระเบื้อง ส่งผลต่อการค้นหา เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจยุติการค้นหาลงในที่สุด

งมหาปืนของกลาง
สำหรับเยาวชนทั้ง 2 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน พกพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร” ก่อนจะนำตัวไปส่งศาลเด็กและเยาวชน จ.ตรัง ขณะที่อาการของนายกิตติศักดิ์ ผู้บาดเจ็บยังอยู่ในอาการโคม่า อยู่ในระหว่างการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมที่ผ่านมาตำรวจถึงพยายามปราบปรามอาวุธปืนเถื่อนอย่างจริงจัง
ทรงวุฒิ นาคพล
เรื่อง/ภาพ