วันที่ 3 สิงหาคม 2565 เวลา 13.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวายแด่ พระราชมงคลวชิโรภาส หรือ หลวงปู่ชม โอภาโส ณ วัดสามัคคี จ.หนองคาย

ด้วย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ ประกาศ ณ วันที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2565 ให้พระครูอมรธรรโมภาส เป็น พระราชมงคลวชิโรภาส วิลาสธรรมคุณสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆารามคามวาสี สถิต ณ วัดสามัคคี จังหวัดหนองคาย มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป

“พระราชมงคลวชิโรภาส” หรือ “หลวงปู่ชม โอภาโส” เจ้าอาวาสวัดสามัคคี ต.หาดคำ อ.เมือง จ.หนองคาย พระสุปฏิปันโนที่มีวัตรปฏิบัติเรียบง่าย ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาทั้งในและนอกพื้นที่
ปัจจุบัน สิริอายุ 107 ปี พรรษา 57 เป็นพระภิกษุที่มีอายุมากที่สุดของคณะสงฆ์หนองคาย

เกิดเมื่อเดือน ส.ค.2458 ที่บ้านแดง อ.พิบูลย์รักษ์ จ.อุดรธานี ในวัยเด็กใช้ชีวิตตามประสาเด็กธรรมดาทั่วไป เคยรับใช้อุปัฏฐากครูบาอาจารย์หลายรูป เช่น หลวงปู่พิบูลย์ ที่วัดพระแท่น บ้านแดง อ.พิบูลย์รักษ์ จ.อุดรธานี
กระทั่งอายุครบบวช เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดพระแท่น ด้วยความมุ่งมั่นศึกษาพระปริยัติธรรม จึงเรียนรู้วัตรปฏิบัติจากหลวงปู่พิบูลย์มาโดยตลอด อีกทั้งคอยดูแลรับใช้จนวาระสุดท้าย

นำชาวบ้านเชิญศพหลวงปู่พิบูลย์จากวัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี ประกอบพิธีศพ และสร้างเหรียญห้าเหลี่ยม หลวงปู่พิบูลย์ รุ่นแรก ปี พ.ศ.2507
ต่อมาออกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในจังหวัดภาคอีสาน และยังได้ธุดงค์ไปยังภูเขาควาย ประเทศ สปป.ลาว ซึ่งในขณะนั้นเกิดการสู้รบและความไม่สงบในประเทศ โดยจำพรรษาอยู่ที่ภูเขาควายเป็นเวลา 5 พรรษา จนเป็นที่รู้จักกันดีของประชาชน แม้แต่หลวงปู่คำตัน วัดพระพุทธบาทภูควาย เกจิอาจารย์ชื่อดังของเมืองลาว ยังชื่นชมในความกล้าหาญ

กระทั่งช่วงเวลาหนึ่ง บิดา-มารดาขอให้ลาสิกขาออกมามีครอบครัว จึงทำตามคำขอ มีครอบครัวที่ดี มีลูกสาวหนึ่งคน แต่หลังจากนั้นภรรยาเสียชีวิต ทำให้เข้าใจถึงสัจธรรมชีวิต จึงขอให้ญาติรับเลี้ยงลูกสาวแล้วออกบวชอีกครั้ง
ครั้งนี้ ธุดงค์มาจำพรรษาที่วัดธาตุ อ.เมืองหนองคาย โดยได้ปลีกวิเวก ทำสมาธิ ฝึกจิตที่ดอนแห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากวัด ซึ่งมีสถูปเจดีย์เก่า คาดว่าจะเคยรุ่งเรืองในอดีต จึงได้สร้างวัดในที่แห่งนี้ขึ้นและใช้ชื่อว่า วัดสามัคคี และจำพรรษาอยู่ที่วัดสามัคคีแห่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากศึกษาวัตรปฏิบัติตามแบบพระสายป่ากัมมัฏฐาน แล้ว ยังศึกษาวิทยาคมแบบครูพักลักจำจากพระเกจิอาจารย์อีก หลายท่าน

กล่าวขวัญกันว่า ชาวลาวจำนวนมากเดินทางข้ามฝั่งมาไทย เพื่อเข้ามากราบนมัสการ รวมถึงผู้นำและชาวม้งบางกลุ่มด้วย ด้วยความที่เคยมีชื่อเสียงในฝั่ง สปป.ลาว
เป็นพระเกจิดังแห่งเมืองหนองคาย บารมีธรรมเลื่องลือ ในเรื่องขับไล่สิ่งอัปมงคล สามารถทำนายทายทักได้อย่างแม่นยำ รู้วาระ จิตคน มีพลังจิตสูง เคยมีคนเอาไซให้ท่านเสก หลวงปู่ให้วางไซไว้ข้างหน้าและชวนพูดคุยสัพเพเหระ จากนั้นก็บอกว่าเสร็จแล้ว แต่คนไม่เห็นว่าท่านเสกเมื่อไร แต่เมื่อเอาให้คนที่เชี่ยวชาญด้านพลังจิต ตรวจสอบดูก็ทราบว่าหลวงปู่ได้เสกให้แล้ว
ล่าสุด วันที่ 6 พ.ค.2565 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชมงคลวชิโรภาส

แม้วัยล่วงกว่า 107 ปีแล้ว แต่หลวงปู่ชมยังมีสุขภาพแข็งแรง ปฏิบัติกิจสงฆ์อย่างไม่บกพร่อง ยึดหลักธรรมคำสอนตามแนวทางของพระพุทธศาสนา เป็นวิถีสำคัญในการประพฤติปฏิบัติธรรมและเข้าถึงธรรมะได้อย่างง่าย
ประภาพร สอนราช