ความน่ากลัวของยาบ้าประการหนึ่งคือ มันมีความสามารถไม่ต่างกับเชื้อโรคร้ายที่ระบาดแทรกซึมเข้าไปได้แทบจะทุกวงการ ไม่เว้นแม้แต่ในวัดวาอาราม สถานที่สำหรับผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ก็ยังไม่รอดเงื้อมมือของมัน

วันที่ 24 ส.ค. 2565 พ.ต.อ.วชิรวิทย์ วรรณธานี ผกก.สภ.สตึก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ นำกำลังพร้อมด้วย พ.ต.ท.สืบสกุล เกงขุนทด รอง ผกก.สส. พ.ต.ท.กรกช จงนิมิตรสถาพร สว.สส. และชุดสืบสวน เข้าตรวจสอบวัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.ท่าม่วง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ หลังรับแจ้งจากชาวบ้านถึงพฤติกรรมของพระบางรูปในวัดที่ทั้งเสพและค้ายาบ้า

สดจากสนามข่าว

จนมุมพร้อมของกลาง

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงหมู่บ้านก็พบพระรัตชัย กำบังกาย หรือพระเครา อายุ 27 ปี เป็นพระลูกวัด เดินสะพายย่ามอยู่บนถนนในหมู่บ้าน จึงขอตรวจค้นพบยาบ้าจำนวน 129 เม็ด จากการสอบสวนพระเคราสารภาพว่าได้ขายยาบ้าให้กับพระอีก 2 รูป คือ พระสุรไกร วงศ์คำ อายุ 37 ปี และพระทับทิมสยาม กริชรัมย์ อายุ 43 ปี ไปตามตัวมาสอบสวน

เบื้องต้นทั้งสามให้การรับสารภาพว่าเสพยาบ้าจริง ส่วนพระรัตชัยอ้างว่ายาบ้าทั้ง 129 เม็ด ตั้งใจซื้อมาเสพ ไม่ได้เอามาขาย แต่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อ เพราะมีพยานหลักฐานครบ

พระทั้ง 3 รูปให้การเป็นเสียงเดียวกันว่า สาเหตุที่เสพเพราะภายในวัดมีพระทั้งหมด 9 รูป แต่ทำงานไม่ไหวเพราะชราภาพด้วยกันหมด เหลือเพียงพวกตน 3 รูปที่พอมีกำลัง จึงได้รับมอบหมายให้ตัดหญ้า ทำความสะอาดทุกอย่างภายในวัดซึ่งเป็นงานหนัก ก็เลยเสพยาบ้า เพื่อให้ทำงานไหว

ตำรวจคุมตัวทั้ง 3 รูปไปสึกก่อนนำตัวมาสอบสวนที่โรงพัก

สดจากสนามข่าว

คุมตัวสึก

นายสุรไกรออกมาเปิดเผยหลังถูกตำรวจนำไปสึกว่า ตนบวชมาประมาณ 5 เดือน ก่อนจะมาบวชยอมรับว่าเคยเสพยามาก่อน สาเหตุที่บวชเป็นพระเพราะต้องการบวชทดแทนคุณพ่อแม่ ในงานฉลองอุโบสถของวัด

ระหว่างที่อยู่ในวัดเห็นพระเครามีลักษณะท่าทางเหมือนคอเดียวกัน จึงถามว่า “มีของไหม” ขณะที่พระเครามองตาตัวเองแล้วบอกว่า มี เพราะเราคอเดียวกัน จึงซื้อยาบ้าจากพระเครามาเสพวันละ 4 เม็ด โดยจะเสพตอนเช้ากับตอนบ่าย

สดจากสนามข่าว

ตรวจค้นพระเครา

ขณะที่นายทับทิมสยาม อีกหนึ่งผู้เสพเล่าว่าทั้งวัดต้องทำงานกันแค่ 3 รูป ทั้งยังต้องตื่นมาจำวัด อ่านหนังสือ ถ้าไม่มียากระตุ้นทำงานหนักขนาดนี้ไม่ได้แน่นอน จึงเจียดเอาเงินจากเงินรับกิจนิมนต์ไปซื้อยาบ้ามาเสพ ในราคาเม็ดละ 50 บาท

สำหรับทางด้านคดี ตำรวจตั้งข้อหานายรัตชัย กำบังกาย ฐานจำหน่ายโดยมีไว้ในการครอบครองและเสพยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) ส่วนอีก 2 คนจะส่งไปบำบัดตามขั้นตอนต่อไป

เป็นพระวัยรุ่นเสพมาก่อนบวช พอมาบวชก็ยังเลิกไม่ได้ยังพอทน แต่หากเป็นพระแก่พรรษา อาวุโสระดับที่ชาวบ้านเรียกหลวงตาแล้ว แต่ก็ยังกลายเป็นทาสของยาบ้า ชาวบ้านพบเห็นก็คงได้แต่สังเวชใจ

อีกเรื่องราวชวนสังเวชใจเปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 22 ส.ค.2565 ตำรวจสภ.เมืองนครปฐม จับกุมพระไชยวัฒน์ ขุนแผน อายุ 62 ปี พระธุดงค์ซึ่งมาปักกลดอยู่ที่สวนสาธารณะโพธิ์ทอง ตรงข้ามองค์พระปฐมเจดีย์ พร้อมของกลางยาบ้า 3 เม็ด

สดจากสนามข่าว

สภาพขณะตำรวจไปพบ

ทั้งนี้ อดีตหลวงตาสารภาพว่าตนเป็นพระลูกวัดวชิรคาม อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม บวชมาได้ 21 พรรษา เจ้าตัวอ้างว่าเพิ่งเดินทางมาถึงจังหวัดนครปฐม โดยจุดหมายปลายทางจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อนมาปักกลด ที่สวนสาธารณะดังกล่าว ระหว่างนั้นเจ้าตัวอ้างว่าเกิดความเครียดจึงจ้างวัยรุ่นแถวนั้นให้ไปซื้อยาบ้ามาเสพ แก้เครียด ให้เงินไป 400 บาท ได้ยามา 3 เม็ด แต่ไม่ทัน ได้เสพตำรวจก็มาจับก่อน

อดีตหลวงตาไชยวัฒน์ยอมรับผิดและขอลาสิกขาเพื่อให้ตำรวจดำเนินคดี ชุดจับกุมจึงนำตัวไปสึกก่อนนำตัวส่ง ร.ต.อ.เสริมสิริ แต่งตั้ง รองสารวัตร สอบสวน สภ.เมืองนครปฐม แจ้งข้อหา “มียาเสพติดไว้ในความครอบครอง เพื่อเสพ” ก่อนดำเนินการตามกฎหมาย

บวชมานานแต่ไม่ซึมซับคำสอนของพระพุทธองค์ ก็ ไม่ควรครองผ้าเหลืองให้ต้องมัวหมอง

 

เรืองรุจ วังแจ่ม,

ยุวนิต สังวาลย์พานิช เรื่อง/ภาพ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน