เป็นที่ทราบกันดีว่าสมุนไพรไทยบ้านเรามีสรรพคุณในการรักษาโรคหลากหลาย ด้วยเหตุนี้เกษตรกรจำนวนไม่น้อย จึงหันมาปลูกสมุนไพรกันเป็นล่ำเป็นสัน ส่วนหนึ่งเพราะมีตลาดรองรับแน่นอน โดยเฉพาะการปลูกระบบอินทรีย์ วิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านคลองสิบสาม ต.เขาสามสิบ อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว เป็นอีกกลุ่มที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญการปลูกสมุนไพร ไม่ว่าจะเป็นฟ้าทะลายโจร ขมิ้น บัวบก และมะระขี้นก ฯลฯ ป้อนให้โรงพยาบาล(ร.พ.)เจ้าพระยาอภัยภูเบศร มานานหลายปีแล้ว

ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 หรือ Thailand Research Expo 2022 จัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้แนวคิด “วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” เมื่อเร็วๆ นี้ ที่กทม. วิสาหกิจชุมชนฯ ดังกล่าวก็ได้นำผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาร่วมแสดงด้วย ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างดี โดยเฉพาะชามะระขี้นกพร้อมดื่มที่บรรจุไว้ในซอง สามารถพกพาไปไหนได้สะดวก
ดร.เปรมศักดิ์ พวงพลอย อาจารย์คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่เข้ามาร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ของกลุ่มวิสาหกิจนี้ เล่าให้ฟังว่า

ที่นี่ปลูกส่งสมุนไพรให้กับร.พ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร แต่ก็มีข้อจำกัดด้านราคารับซื้อ และจำนวนการปลูกของเกษตรกรที่มีมากขึ้น ทีมวิจัยจึงเข้ามาหาตลาดให้ โดยนำมะระขี้นกที่หั่นและแคะเมล็ดออกแล้ว มาแปรรูปเป็นผงพร้อมดื่ม สามารถยืดอายุการเก็บรักษาได้นานถึง 1 ปี หรือมากกว่านั้น รวมทั้งปรับปรุงรสชาติให้ทานง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เป็นโรคเบาหวานขั้นรุนแรงมาก เพื่อป้องกันโรคในเบื้องต้นได้ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้เกษตรกร
ทั้งนี้สารสำคัญของมะระขี้นก อาทิ คาแรนติน (Charantin) ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน

ดร.เปรมศักดิ์บอกว่า มะระขี้นกของวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านคลองสิบสาม ปลูกแบบอินทรีย์ ในระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม หรือ PGS ทำให้ผลิตภัณฑ์ค่อนข้างมีคุณภาพ และด้วยความที่มีวัตถุดิบจำนวนมาก จึงนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ด้วย จากปกติมะระขี้นกแห้งจำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัม(ก.ก.)ละ 500 บาท เมื่อนำมาทำเป็นแคปซูล 60 เม็ด ขายได้ราคาประมาณไม่เกิน 100 บาท แต่ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์แบบผง 1 กล่อง มี 10 ซองเล็ก จำหน่ายในราคา 200 บาท และเมื่อแปรรูปเป็นผงแบบนี้ก็สามารถต่อยอดเป็นอย่างอื่นได้อีกในอนาคต

ด้าน ‘คุณธนวรรณ กันกาญจนะ’ ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านคลองสิบสาม หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ฟาร์มจ่าทูล’ ให้ข้อมูลว่า กลุ่มก่อตั้งเมื่อปี 2562 มีสมาชิก 400 กว่าคน โดยทำในรูปแบบของจ.สระแก้ว ทุกๆ อำเภอจะมาส่งที่ฟาร์มจ่าทูล ที่นี่เป็นแหล่งรับซื้อกระจายสินค้าให้ตลาด และเป็นแหล่งแปรรูปส่งให้ร.พ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร และบริษัทผลิตยาอีก 4 บริษัท เป็นการแปรรูปเบื้องต้น เช่น การอบแห้งแบบหั่นชิ้น แรกๆหั่นด้วยมือ จึงผลิตได้น้อย พอช่วงปี 2564 ได้รับเครื่องจักรที่สอศ.พัฒนา มีตั้งแต่เครื่องล้าง เครื่องหั่น เครื่องบดหยาบบดละเอียด และโรงอบโรงตาก เมื่อได้เครื่องมือก็ทำให้ผลิตได้มากขึ้น ส่งผลให้ชุมชนมีรายได้มากขึ้นเพราะเมื่อปลูกแล้วนำมาส่งกลุ่มได้มากขึ้น จึงสร้างรายได้ให้กับชุมชนมากขึ้น

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า กลุ่มนี้ปลุกสมุนไพรหลากหลาย โดยในพื้นที่ทำเกษตรของคุณธนวรรณก็ปลูกเช่นด้วยกัน ดังที่เจ้าตัวแจกแจงว่า ตอนนี้ที่ฟาร์มปลูกมะระขี้นกกับใบบัวบกส่งให้ร.พ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร นอกจากนี้ปลูกฟ้าทะลายโจร หนุมานประสานกาย ขมิ้น ไพร มีแทบทุกชนิดในเนื้อที่ 28 ไร่ ที่ต.เขาสามสิบ ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ได้รับมาตรฐาน SDGsPGS และมาตรฐาน Organic Thailand ด้วย ซึ่งการปลูกแบบอินทรีย์ยากกว่าปกติ แต่ด้วยการเอาใจใส่ของสมาชิกและของกลุ่มเองที่ทำร่วมกันมาประมาณ 2-3 ปี ตอนนี้ไม่มีปัญหาเรื่องการปลูกแล้ว

“ใบบัวบกก็ปลูกยาก มองแล้วเหมือนเป็นพืชที่ปลูกง่าย แต่จริงๆไม่ง่าย เพราะเป็นพืชที่ดูดสารโลหะหนักมากที่สุด ต้องปลูกแบบบำรุงดินเอง และยกพื้นสูงขึ้น จึงจะปลูกได้”
สำหรับการปลูกมะระขี้นก เริ่มตั้งแต่การเพาะเมล็ดใส่ถาดเพาะ ซึ่งทางกลุ่มเก็บเมล็ดพันธุ์มะระขี้นกเอง เพื่อทำให้ได้สารสำคัญมากที่สุด ขณะที่สายพันธุ์นี้กำลังอยู่ในช่วงการวิจัย โดยให้มหาวิทยาลัยบูรพาเป็นผู้ทำวิจัย เพราะถ้าลูกเล็กเลยสมาชิกจะได้น้ำหนักน้อย จึงทำเป็นพันธุ์ของกลุ่มขึ้นมา เป็นพันธุ์ผสมระหว่างพันธุ์ตลาดกับพื้นบ้าน และได้สารสำคัญคาแรนตินเยอะ

อย่างไรก็ตามก่อนปลูกลงดิน ต้องดูแลแปลงก่อน ปรับพื้นดินยกร่อง เพราะมะระขี้นกไม่ชอบน้ำขัง พื้นที่ที่สูงหรือดอนอยู่แล้วไม่ต้องยกร่องก็ได้ จากนั้นขุดหลุมไม่ลึกมาก ประมาณ 1 หน้าจอบ และใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม เป็นปุ๋ยหมักที่ทำกันเอง เพื่อให้พืชหากินได้ง่ายขึ้น ช่วงที่ขุดหลุมรอ ควรเพาะเมล็ดไว้ก่อนรอให้เป็นต้น เพื่อเวลานำต้นมาลงหลุมจะได้เจริญเติบโตเท่าๆ กันทุกต้น หลังจากลงต้นไปแล้ว 15 วัน ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือน้ำหมัก ที่นี่ใช้หลายตัว วิธีการดูแลต้นมะระขี้นกไม่ยาก แต่ก็มีศัตรูช่วงที่เป็นลูกเล็ก เช่น แมลงเต่าทอง และอื่นๆอีกหลายตัว แต่ในกลุ่มสมาชิกทุกคนสามารถใช้น้ำหมักที่ ตัวเองมีเพื่อกำจัดศัตรูพืชได้ โดยไม่ได้ใช้ สารเคมีเลย

หลังลงหลุมประมาณ 45 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ทำให้ชุมชนมีรายได้แค่ 40 กว่าวัน และยังเก็บผลผลิตไว้ได้นานถึง 4 เดือน ในเนื้อที่ 1 ไร่ ขายได้ประมาณ 45,000 – 50,000 บาท
ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านคลองสิบสามบอกอีกว่า หลังจากทางดร.เปรมศักดิ์พร้อมทีมสอศ. มาช่วยพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชาชงดื่ม และทำเป็นสารสกัด ทำให้ลูกค้ารับประทานได้ง่ายขึ้นไม่ขม เพราะใส่หญ้าหวานเข้าไปด้วย สนใจติดต่อได้ที่ 09-0292-9059

วิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านคลองสิบสาม ปลูกสมุนไพรระบบอินทรีย์และทำครบวงจร ส่งผลให้ผู้คนและคณะต่างๆ จึงเข้ามาศึกษาดูงานกันต่อเนื่อง ถือเป็นต้นแบบที่ดี ที่สำคัญสอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนา จ.สระแก้วที่มุ่งหน้าสู่เมืองสมุนไพรด้วย
ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง