ศาลาว่าการกทม. – เมื่อวันที่ 31 ส.ค. น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาแนวทางบริหารจัดการโรงฆ่าสัตว์กรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 2 ว่า ได้นำข้อมูลจากการลงพื้นที่โรงฆ่าสัตว์กทม.ที่หนองแขม เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา มารายงานที่ประชุมให้ที่ประชุมทราบ ซึ่งหลังจากเกิดการฟ้องร้องคดีกันอยู่ ปัจจุบันโดยโรงสุกรสิ้นสุดคดีแล้ว ขณะที่โรงโค-กระบือ ยังมีการฟ้องร้องคดีความกันอยู่ ระหว่าง กทม.กับบริษัทเอกชน
ภายหลังเอกชนเข้ามาดำเนินการเมื่อประมาณปี 2562 และได้ยุติไปหลังดำเนินการมาได้ประมาณ 1 ปี ดังนั้น จึงจะทบทวนในส่วนของโรงสุกรที่สิ้นสุดคดีความแล้วว่า กทม.สามารถบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง กฎหมายอนุญาตให้ทำได้แค่ไหน หลังคดีสิ้นสุด
สำหรับภาพรวมการประชุมได้เน้นหารือเรื่องการดำเนินการโรงสุกรหลังจากนี้อย่างไร และต้องศึกษาเรื่องนี้ให้รอบคอบทุกด้าน ขณะที่ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) ซึ่งเคยเป็นบริษัทที่ปรึกษาโครงการในยุค เริ่มต้นโครงการ ได้ให้ความเห็นว่า กทม.ควรศึกษาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งว่าจะบริหารจัดการได้ในรูปแบบใดที่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ขณะเดียวกัน ต้องหารือกับผู้ประกอบการธุรกิจเรื่องนี้ ผ่านสมาคม ผู้ประกอบการเนื้อสัตว์ การส่งออก หรือการแปรรูปเนื้อสัตว์ ว่ามีคนที่มีความพร้อมเข้ามาประกอบกิจการ โรงฆ่าสัตว์ลักษณะนี้หรือไม่ เนื่องจากเงื่อนไขเปลี่ยนแปลงไป ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สภาพแวดล้อม สุขอนามัย การกำกับควบคุมไม่ให้รบกวนชุมชน
กทม.จึงแบ่งคณะทำงานศึกษา 2 ด้าน ได้แก่ 1.โอกาสในการลงทุนควรเป็นรูปแบบใด และ 2 คณะทำงานทางวิชาการ ศึกษาเรื่องการบริหารจัดการ ควรใช้พื้นที่นี้ ทำอะไร โดยกำหนดกรอบเวลาภายใน 1 เดือน
นอกจากนี้ จะมีการประสานข้อมูลจากธุรกิจภาคเอกชนที่ประกอบการด้านนี้ รวมถึงสถาบันวิจัย ปศุสัตว์ สมาคมแปรรูปเนื้อสัตว์ เครือข่ายที่ทำธุรกิจเพื่อสังคม คณบดีฝ่ายวิชาการจากคณะสัตวแพทย์ เศรษฐศาสตร์ ที่ทำเรื่องสิ่งแวดล้อม มูลค่าเศรษฐกิจเนื้อสัตว์ และ ขอความรู้จากหน่วยงานวิชาการว่าถ้าภาครัฐจะว่าจ้างเอกชน จะมีรูปแบบการดำเนินการอย่างไร