หากเอ่ยถึงจอมโจรชื่อดัง ‘ตี๋ใหญ่’ หรือ นายกรประเสริฐ ช่างเขียน จอมโจรชื่อกระฉ่อนของไทยในยุคระหว่างปี พ.ศ.2516-2524 นอกจากเรื่องรูปร่างหน้าตาดี มีภรรยาหลายคน ความโหดเหี้ยมปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์แล้ว ก็ยังมีเรื่องที่ได้ชื่อว่า โจรจอมขมังเวท มีคาถาอาคมกำบังหายตัวได้ จึงทำให้หลุดรอดจากการจับกุมของตำรวจอยู่เสมอๆ
อีกหนึ่งเรื่องที่เป็นตำนานก็คือเรื่องที่ตี๋ใหญ่ใช้วิธีดำซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำโดยใช้ก้านบัวหายใจจนหลุดรอดการติดตามไล่ล่าของเจ้าหน้าที่ตำรวจไปได้ แต่ความจริงจะเป็นอย่างไรคงยากที่จะยืนยันได้ แต่ที่แน่ๆ คือภายหลังสืบมามีโจรรุ่นน้องพยายามใช้วิธีเดียวกันนี้ในการหลบหนี แต่ก็หารอดไปได้สักราย
เช่นเหตุการณ์เมื่อช่วงค่ำวันที่ 25 ส.ค. 2565 ที่ผ่านมา ที่หมู่ 3 ต.ท่าซัก อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ตำรวจชุดสืบสวนปราบปราม ยาเสพติด ตำรวจภูธรภาค 8 และชุดปราบปรามยาเสพติด กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรนครศรีธรรมราช ปฏิบัติการล่อซื้อยาบ้าจาก 2 คู่หูผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ ซึ่งมีประวัติพัวพันยาเสพติดรายใหญ่และยังมีอาวุธปืนติดตัว แต่ผู้ต้องหาขับรถเก๋งฮอนด้าซีวิค สีดำ ทะเบียน กต 8200 นครศรีธรรมราช เป็นพาหนะ

นาทีรวบนายวสันต์ อารีชล
กระทั่งเจ้าหน้าที่ใช้รถไล่ติดตามจนพบและพยายามเข้าสกัดเพื่อคุมตัว ปรากฏว่าคนร้ายกลับต่อสู้ ใช้อาวุธปืนยิงออกมาหลายนัด และขับรถชนรถเจ้าหน้าที่ก่อนที่จะเสียหลักพุ่งลงไปในคูข้างทาง ก่อนเจ้าหน้าที่จะจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ 1 คน
ชุดจับกุมรีบวิทยุแจ้งขอกำลังสนับสนุนเข้าปิดล้อมค้นหาผู้ต้องหาอีก 1 รายที่เชื่อว่าน่าจะหลบซ่อนอยู่ในคูน้ำท่ามกลางความมืดในทันที
การค้นหาผ่านไปร่วม 3 ชั่วโมงแต่ก็ยังไม่พบตัวคนร้าย แต่แล้วจู่ๆ พระครูสมุห์พิสิทธิ อนาลโย เจ้าอาวาสวัดคงคาเลียบ พระนักกู้ภัยจิตอาสา หนึ่งในอาสาสมัครที่มาร่วมค้นหาด้วย ได้ส่งซิกให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่าพบตัวคนร้ายแล้ว โดยซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้าตัวแช่อยู่ใต้น้ำ เมื่อตำรวจตามมาดูก็ปรากฏว่าเห็นจุดคนร้ายซ่อนอยู่ เจ้าหน้าที่จึงกดดันบังคับให้ออกมามอบตัว ก่อนสามารถจับกุมได้อย่างทุลักทุเลในสภาพหนาวสั่นเนื่องจากแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คนไปสอบสวนขยายผล
ส่วนในรถยนต์เก๋งคันที่ผู้ต้องหาทั้ง 2 ใช้เป็นพาหนะในการหลบหนีนั้น เจ้าหน้าที่กู้ขึ้นมาจากน้ำก่อนตรวจค้นพบยาบ้าจำนวน 2 พันเม็ด, อาวุธปืนลูกซองสั้น 2 กระบอก และเครื่องกระสุนจำนวนหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดอยู่ในระหว่างการสอบสวนขยายผลถึงขบวนการที่เกี่ยวข้อง

รถเก๋งคนร้าย
ขณะพระครูสมุห์พิสิทธิ อนาลโย พระนักกู้ภัยจิตอาสา ที่เสี่ยงชีวิตช่วยเจ้าหน้าที่ กล่าวว่า คนร้ายซ่อนตัวอยู่ในน้ำที่ปกคลุมด้วยต้นหญ้า ตอนแรกคิดว่าผู้ต้องหาเสียชีวิตจมอยู่ใต้รถจึงลงไปค้นหา ครั้งแรกไม่เจอ พอขึ้นฝั่งได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือของคนร้ายดังขึ้น จึงลงไปหาอีกและพบเจออยู่ริมตลิ่ง จึงส่องไฟและเรียกถึง 3 ครั้ง เห็นน้ำกระเพื่อมห่างกันประมาณ 5 เมตร จึงบอกว่าให้ยอมมอบตัว ก่อนผู้ต้องหาโผล่หัวจากน้ำ
ตอนแรกไม่รู้ว่าผู้ต้องหามีอาวุธปืนหรือไม่ จึงหลบวิถีกระสุนหากผู้ต้องหามีปืนและยิงออกมา แล้วรีบขึ้นตลิ่งพร้อมส่งซิกให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเจอตัวแล้วอยู่ห่างจากตนประมาณ 5 เมตร ก่อน ผู้ต้องหาจะโผล่ศีรษะขึ้นมา ตนเองจึงรีบขึ้นฝั่ง ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าจับกุมในที่สุด

นายสุชาติ จินดากาญจน์ ถูกจับคนแรก
“จริงๆ แล้วลงไปหาโทรศัพท์ของผู้ต้องหาที่มีสายเรียกเข้า กระทั่งเจอตัวมุดซ่อนอยู่ใต้น้ำ” พระนักกู้ภัยจิตอาสากล่าว
ตัดมาที่การสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ทราบชื่อคือ นายสุชาติ จินดากาญจน์ หรือ บังเล็ก นาเคียน อายุ 35 ปี ชาว ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ที่ถูกจับกุมหลังรถเสียหลักลงคูน้ำ อีกคนคือ นายวสันต์ อารีชล หรือ นัท อายุ 34 ปี ชาว ต.ท่าเรือ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช คนที่หลบซ่อนตัวอยู่ในน้ำใต้พงหญ้านานกว่า 3 ช.ม.ก่อนถูกจับกุม
ตำรวจแจ้งข้อหานายสุชาติ “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้เพื่อการจำหน่าย และพยายามจำหน่าย ซึ่งกระทำ โดยมีและใช้อาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต” ส่วนนายวสันต์ แจ้งข้อหา “มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง และทำให้ เสียทรัพย์” จากการขับชนรถเจ้าหน้าที่ขณะเกิดเหตุ

พระนักกู้ภัยจิตอาสาช่วยค้นหา
สำหรับนายสุชาติ เป็นพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ ร่วมกับนายวสันต์ โดยตำรวจสอบสวนขยายผลผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้มาอย่างต่อเนื่องและมีความเชื่อมโยงถึงทั้งสอง เจ้าหน้าที่จึงล่อซื้อจำนวน 1 หมื่นเม็ด แต่ผู้ต้องหาทั้งสองมาส่งให้แค่ 2 พันเม็ด บอกว่าที่เหลือจะส่งให้ภายหลัง จึงแสดงตัวจับกุมจนเกิดการไล่ล่ายิงและชนรถตำรวจกระทั่งจับกุมได้ทั้งคู่ ก่อนจะนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมือง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
พระอาจารย์ท่านยืนยันแล้วนะ งานนี้ไม่เกี่ยวกับวิชาอาคม ที่เจอตัวเพราะเสียงโทรศัพท์มือถือ
สุเชษฐ์ แรกรุ่น
เรื่อง/ภาพ