“ผมเอาปืนจ่อหัวเขาบอกว่านี่ไม่ใช่เป็นตาแล้วนะ แต่เป็นยมทูตแล้ว ให้เขารับปากว่าต่อไปจะไม่ทำแล้ว แต่เขาบอกไม่เคยทำอะไรผิด และถูกปรักปรำ ผมจึงถามซ้ำอีกครั้งว่าเลิกได้มั้ย และถ้าหากผู้ตายไปแจ้งความว่าผมเอาปืนมาจ่อหัว ผมถือว่าเป็นข้อหาเล็กน้อย คงติดคุกไม่เท่าไหร่ แต่มันหมดปัญญาจริงๆ จึงลงมือก่อเหตุ เพราะคนอื่นเขาหลบได้ เขาหนีได้ แต่ผมชาติทหารนักรบ ส่วนสาเหตุที่ต้องยิงฝ่ายหญิงเพราะมีพฤติกรรมเหมือนกัน ลักเล็กขโมยน้อย ไปถามชาวบ้านได้ ผมอายุ 70 ปีแล้ว เคยบวชมาและล้างมือสะอาดแล้ว จึงไม่อยากทำ แต่ทนไม่ไหวจริงๆ” คำให้การถึงชนวนเหตุคดีสยอง อ.ห้วยยอด จ.ตรัง

ย้อนไปเมื่อ 08.30 น. วันที่ 27 ส.ค. 2565 พ.ต.อ.สานิตย์ พลเพชร ผกก.สภ.ห้วยยอด พร้อมด้วย พ.ต.ท.ปัณฑิวัฒน์ เพชรหล่อ สว.(สอบสวน) สภ.ห้วยยอด และชุดสืบสวนเข้าตรวจสอบเหตุพบศพนายสรัลยศ สิทธิโชค อายุ 29 ปี และ น.ส.นาถตยา เจ็กคำ อายุ 28 ปี สามีภรรยาถูกยิงเสียชีวิตคาที่นอน ภายในห้องนอนบ้านเลขที่ 243 หมู่ 5 บ้านต้นมะพร้าว ต.บางกุ้ง อ.ห้วยยอด จ.ตรัง

สภาพศพผัว-เมีย

 

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียวปลูกอยู่ในสวนยางพารา ประตูบ้านปิดแต่ไม่ได้ล็อก ขณะที่สภาพศพทั้งคู่ถูกจ่อยิงที่ศีรษะคนละ 1 นัด โดยมุ้งถูกตลบเปิดขึ้นไปด้านบน เบื้องต้นสอบสวนทราบว่าฝ่ายชายนั้นเคยมีประวัติเสพยาเสพติดจนคลุ้มคลั่งมาแล้วหลายครั้ง ถึงกับต้องนำตัวไปรับการบำบัด โดยพฤติการณ์ของคนร้ายเชื่อว่าน่าจะเคยรู้จักกันมาก่อน ที่บุกเข้ามาก็เพื่อพูดคุยหรือเคลียร์ปัญหาอะไรบางอย่าง คาดว่าจะตกลงกันไม่ได้จึงยิงภรรยาก่อนและยิงสามีตามก่อนจะหลบหนีไป

ตำรวจไล่เช็กหลักฐาน นำตัวคนใกล้ชิดผู้ตายมาสอบ ใช้เวลาแค่ 2 วัน กระทั่งวันที่ 29 ส.ค. ตำรวจ สภ.ห้วยยอด จ.ตรัง จับกุมนายภาคภูมิ นิลปักษี อายุ 70 ปี ผู้เป็นตาทวดของนายสรัลยศนั่นเอง

บ้านที่เกิดเหตุ

ขณะที่เบื้องหลังการจับกุม หลังเกิดเหตุตำรวจลงพื้นที่หาข่าว ก่อนพบพิรุธจากคำให้การของแม่ของนายสรัลยศ ที่บอกว่าช่วงเกิดเหตุไม่ได้ยินเสียงปืน แต่วันต่อมากลับบอกว่าได้ยินเสียงปืน และไม่รู้ไม่เห็นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประกอบกับจากการไล่ดูภาพจากกล้องวงจรปิดในละแวกใกล้เคียง ไม่พบการเข้า-ออกของคนนอกพื้นที่ จึงเชื่อได้ว่าบุคคลในครอบครัวต้องมีส่วนรู้เห็น จนกระทั่งนำไปสู่การจับกุมนายภาคภูมิ ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าของแม่นายสรัลยศ

นายภาคภูมิสารภาพว่า ทำไปเพราะความโกรธแค้นที่ผู้ตายกับภรรยาติดยาเสพติด ชอบลักเล็กขโมยน้อยจนเป็นที่เอือมระอาของคนในชุมชน ที่สำคัญคือชอบทำร้ายพ่อแม่และคนในครอบครัวไม่เว้นแต่ละวัน ก่อนลงมือให้แม่ของผู้ตายและคนในบ้านออกไปงานศพใน อ.ห้วยยอด โดยเอาปืน .38 จ่อหัวหลานชาย และเปิดโอกาสให้รับปากว่าจะกลับตัวกลับใจไม่ตกเป็นทาสยาเสพติด และไม่ทำร้ายคนในครอบครัวอีก ซึ่งหาก ผู้ตายรับปาก ก็จะไม่ฆ่าทิ้ง แต่ผู้ตายกลับปฏิเสธ จึงตัดสินใจยิงทั้งคู่ แล้วเดินกลับบ้าน ถอดเสื้อผ้าให้ภรรยาซัก

ตนไม่อยากให้เขาไปสร้างความเดือดร้อนให้ตำรวจ เพราะสงสารที่ตำรวจต้องทำหน้าที่ ส่วนสาเหตุจูงใจคือความโมโห ยอมรับว่าเป็นคนใจร้อน ถ้าเรื่องไม่ถูกต้องไม่ได้ ตนเป็นคนจริงไม่ใช่คนบ้า แต่เด็กพวกนั้นเหลือขอ เรื่องมาก ซึ่งปัญหามาจากยาเสพติด หลายครั้งแล้วที่ตนต้องไปตามเคลียร์ เดือดร้อนพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายทุกวันทุกคืน

นายสรัลยศ สิทธิโชค และ น.ส.นาถตยา เจ็กคำ

หลังปิดคดี พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผบ.ตร. กล่าวว่า คดีนี้เป็นคดีที่ประชาชนในพื้นที่ให้ความสนใจ เพราะมีผู้เสียชีวิตถึง 2 ราย แต่ถ้าไปดูปัญหาคือปัญหาเรื่องครอบครัว หรือเรื่องยาเสพติด จากการที่ผู้ตายและภรรยาเสพยาเสพติดตลอด งานการไม่ทำ ลักเล็กขโมยน้อย ทำร้ายร่างกายญาติพี่น้องและทุบตีพ่อแม่ บีบคอแม่ ซึ่งตัว ผู้ตายอยู่ระหว่างการบำบัด แต่ญาติทนไม่ไหว น้าทนไม่ไหว จึงใช้วิธีการแบบนี้เพื่อแก้ปัญหา

วันนี้ตำรวจจึงต้องใช้วิธีการแบบใหม่คือกรณีมีเหตุแบบนี้ แล้วตำรวจมีการรับแจ้งเหตุ ตำรวจต้องเข้าไปตรวจสอบทั้งหมด เพื่อไม่ให้เหตุมันบานปลายต่อ เพราะฉะนั้นในชุมชน ผู้กำกับต้องรู้ สวป.ต้องรู้ว่าบ้านนี้มีลูกหลานติดยาเสพติด มีการทะเลาะทำร้ายร่างกายพ่อแม่ กำนันผู้ใหญ่บ้านจะต้องมีข้อมูล ตัวตำรวจเช่น ผู้กำกับและ สวป.จะต้องลงไปดูปัญหาและแก้ไขปัญหา

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผบ.ตร. สอบปากคำ

ไม่ใช่เพียงรับแจ้งว่าเป็นเหตุทำร้ายร่างกายธรรมดา ต้องลงไปดูปัญหาว่าคนติดยาอยู่ในพื้นที่ มีการลักเล็กขโมยน้อย ก็ต้องเอาคนเหล่านี้ออกจากพื้นที่ แล้วเข้าสู่การบำบัด ถ้าปล่อยเหตุการณ์ไปแบบนี้จะเห็นได้ว่ามันจะบานปลาย เหตุเล็กจะกลายเป็นเหตุใหญ่

หากทำได้จริงดังว่า ย่อมเป็นคุณูปการกับนับร้อย นับพันครอบครัว ที่ไม่ต่างกับกำลังตกอยู่ในนรก

เมธี เมืองแก้ว

ทรงวุฒิ นาคพล เรื่อง/ภาพ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน