ด้วยความที่ตลาดเซ็กเมนต์ SUV ได้รับการตอบรับจากนักเลงรถเมืองไทย เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยความอเนกประสงค์ และยังพร้อมลุยยามฉุกเฉิน เมื่อเจอน้ำท่วมขังได้อย่างไม่ต้องหวั่นใจ
ล่าสุด ค่าย MG รถยนต์สายเลือดอังกฤษ ส่งเจ้า MG VS HEV เข้ามาเติมเต็มไลน์อัพ ปิดช่องว่างที่มีอยู่ กลายเป็นค่ายรถยนต์ ที่มีเครื่องยนต์ทางเลือก ในกลุ่ม SUV มากเป็นอันดับต้นๆ
เพื่อให้เห็นถึงพลังความแรงของรถยนต์ไฮบริดของ MG ว่าเป็นอย่างไร ผู้บริหารหนุ่มมาดนุ่ม ‘พี่ตุ้ม’ พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ เอ็มจี เซลส์ ประเทศไทย

จัดทดสอบ แบบวันเดย์ทริป ขับกันเบาๆ คนละประมาณ 80 ก.ม. เส้นทางกทม.-จ.ปทุมธานี-จ.พระนครศรีอยุธยา แล้ววกกลับกทม.
ก่อนออกเดินทาง แนะนำรูปลักษณ์ สมรรถนะ ประสิทธิภาพ และอุปกรณ์การใช้งานต่างๆ ที่ยังคงมาภายใต้แนวคิด BRIT DYNAMIC อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ
ดีไซน์ภายนอก กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ บางมุมดูทันสมัย บางมุมดูแปลกตา เรื่องความสวยนี่แล้วแต่มุมมองจริงๆ ตกแต่งคิ้วสีฟ้า บ่งบอกความเป็นรถยนต์พลังงานทางเลือก
ไฟหน้า LED เปิด-ปิดอัตโนมัติ พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน ไฟท้าย LED หลังคาพาโนรามิก ซันรูฟ เปิดรับอากาศได้มากขึ้น ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว

ภายในห้องโดยสาร มี 2 แบบ สีดำล้วน และสีทูโทน ดำ-ขาว สะดุดตากับหน้าจอขนาดใหญ่ 2 จอเชื่อมต่อกัน ขนาด 12.3 นิ้ว ทั้งหน้าจอสัมผัส และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ รวมถึงการทำงานของระบบไฮบริด ให้ความรู้สึกหรูหราสุดๆ ราวกับหลุดเข้าไปในรถซีดานชั้นดี
เบาะนั่งด้านหน้าฝั่งผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน ช่องเสียบชาร์จไฟแบบ USB ทั้ง TYPE A และ C ซ่อนอยู่ใต้คอนโซลกลาง มีระบบชาร์จไร้สาย เพิ่มความสะดวกสบาย ไม่ต้องมีสายให้เกะกะ
ออกเดินทาง ให้น้องร่วมคันเป็นผู้ทดสอบไปก่อน ส่วนตัวเองวนไปนั่งที่เบาะหลัง ที่นั่งค่อนข้างสูง ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัด เพราะมองออกไปข้างนอก และข้างหน้าได้ชัดเจน
มีช่องแอร์เล็กๆ ซ้าย-ขวา ที่ท้ายคอนโซลกลาง ได้ไอเย็นคลายร้อน แต่ไม่ถึงกับฉ่ำชื่นใจ มาพร้อมช่องชาร์จแบบ USB

บนทางตรงที่ความเร็วสูง ช่วงล่างค่อนข้างนิ่ง แต่มีเสียงเครื่องยนต์ดังแทรกเข้ามาในห้องโดยสารอยู่พอประมาณ ผ่านหลุมบ่อคอสะพาน ไม่ถึงกับนุ่มนวล แต่ก็ไม่ใช่กระด้าง แรงเหวี่ยงจังหวะเลี้ยว หรือเปลี่ยนเลนกะทันหัน มีให้ได้รู้สึกอยู่บ้าง ไม่ถึงกับหัวสั่นหัวคลอน
ขากลับได้เวลาขึ้นขับ เบาะนั่งโอบกระชับ ตำแหน่งที่นั่งค่อนข้างสูง เพิ่มทัศนวิสัยการมองเห็นด้านหน้าได้กว้างไกล ช่วยในการตัดสินใจ ให้ไปในเลนที่ถูกต้อง
ขุมกำลังจากเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.5 ลิตร 16 วาล์ว VTi-TECH ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมกันสูงสุด 177 แรงม้า ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ E-CVT

เรียกมาใช้งานได้ตั้งแต่ตีนต้น ทันอกทันใจอยู่พอประมาณ ในโหมด Comfort แต่พอลองปรับเป็น ECO แล้ว รู้สึกได้ถึงความหน่วงของตัวรถที่มากขึ้น
มากขึ้นขนาดที่ว่า เวลาเร่งแซงไม่ค่อยกระฉับกระเฉง แต่ก็น่ะเค้าเน้นเรื่องความประหยัด ไม่ได้เน้นแรง
ส่วนโหมด SPORT เครื่องยนต์เหมือนจะดุดันขึ้นนิดหนึ่ง แต่ด้วยเพราะช่วงสั้นๆ จึงยังไม่ค่อยได้รับรู้อะไรเท่าใดนัก
ไว้คราวหน้ามีโอกาสทดสอบยาวๆ จะนำเสนอให้แฟนานุแฟนได้รับทราบครบถ้วน ทุกข้อมูล ไม่ว่าจะอัตราเร่ง อัตราสิ้นเปลือง และอื่นๆ โปรดอดใจรอ

เสียงเครื่องยนต์ เวลาเรียกกำลังมาใช้งาน ที่ตอนนั่งหลังว่าได้ยินมาไกลๆ เมื่อนั่งตำแหน่งคนขับ ชัดเจนยิ่งขึ้น ส่วนถ้าขับไปเรื่อยๆ เท้าเนียนๆ MG VS HEV คันนี้ เก็บเสียงได้ดีอยู่พอสมควรเลยทีเดียว กว่าเสียงลมจะแทรกเข้ามาในห้องโดยสารได้ ผ่านจุดปราบเซียน 120 ก.ม.ต่อช.ม. ได้สบายๆ
อุปกรณ์ความปลอดภัย และความสะดวก อัดแน่นเต็มคัน ตามสไตล์ MG และน่าจะมากในอันดับต้นๆ ของเซ็กเมนต์

ส่วนจะคุ้มค่า คุ้มราคา กับค่าตัว สำหรับรุ่น D อยู่ที่ 859,000 บาท และรุ่น X ราคา 919,000 บาท หรือไม่ ต้องไปสัมผัส และทดลองขับกันดู
กิตติพงศ์ ศรีเจริญ