ที่ผ่านมาเคยเห็นและได้ยินได้ฟังการนำเห็ดหลินจือมาทำเป็น ชาดื่ม เป็นอาหารเสริม รวมทั้งนำมาผสมกับกาแฟ เน้นในเชิงเพื่อสุขภาพ แต่เพิ่งรู้ว่ามีการนำเห็ดหลินจือมาสกัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงามด้วย ซึ่งเชื่อว่ามีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน นับเป็นข้อมูลใหม่ที่น่าสนใจทีเดียว

วันก่อนทางศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ชวนไปเยี่ยมชม ฟาร์มคิดดี อ.ดอนตูม จ.นครปฐม ของสองสามีภรรยา คุณวรกร เลาหเสรีกุล และ คุณวาสนา เชิดเกียรติกำจาย ซึ่งใช่เพียงจะเพาะ เห็ดหลินจืออินทรีย์ขายเท่านั้น ยังร่วมกับทาง ‘นาโนเทค’ พัฒนาเทคโนโลยีการสกัดสารสำคัญจากดอกเห็ดหลินจือ โดยทำเป็น เซรั่มบำรุงผิว เรียกว่าเป็นการต่อยอดจากผลผลิตทางการเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์เสริมความงามที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับหลินจือได้หลายเท่า เมื่อเทียบกับทำเป็นเห็ดแห้งขายทั่วไป

ดร.ธงชัย กูบโคกกรวด ทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อคุณภาพชีวิตและเวชสำอาง กลุ่มวิจัยการห่อหุ้มระดับนาโน นาโนเทค สวทช. เล่าถึงงานวิจัยเรื่อง การพัฒนากรรมวิธีสกัดสารสำคัญจากดอกและสปอร์เห็ดหลินจือและระบบอนุภาคนาโนเพื่ออุตสาหกรรมเวชสำอางว่า ได้คุยกับบริษัท ฟาร์มคิดดี จำกัด ซึ่งให้ความสำคัญด้านวัตถุดิบที่เป็นออร์แกนิก โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ภายใต้โครงการวิจัย “การพัฒนากรรมวิธีสกัดสารสำคัญจากดอกและสปอร์เห็ดหลินจือและระบบอนุภาคนาโนเพื่ออุตสาหกรรมเวชสำอาง” โดยสารสกัดเห็ดหลินจือที่ได้คือ Ganoderic acid A และ Ganoderic acid C2 จึงได้ต่อยอดพัฒนาระบบกักเก็บสารสำคัญ

พร้อมกับพัฒนาระบบอนุภาคนิโอโซม เพื่อกักเก็บสารสกัดเห็ดหลินจือ ที่มีขนาดอนุภาคช่วง 144.6 ถึง 308.3 นาโนเมตร และประสิทธิภาพการห่อหุ้ม 96.67% ทำให้อนุภาคนี้กระจายตัวได้ดี มีความคงตัว มีความปลอดภัยในการเพาะเลี้ยงเซลล์ไฟโบรบลาสต์ และมีความปลอดภัยเมื่อสัมผัสผิวหนังในมนุษย์ ที่สำคัญอนุภาคสามารถนำส่งสารสำคัญเข้าสู่ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 4.640 ถึง 97.44 ในเวลา 24 ชั่วโมง

สำหรับอนุภาคกักเก็บสารสกัดเห็ดหลินจือนี้ ได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของอนุภาคในชื่อ ริชโอโซม (REISHOSOME) และพัฒนา ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวหน้าที่มีส่วนผสมของ ริชโอโซม ที่สามารถช่วยลดเลือนริ้วรอย ทำให้ ผิวหน้ากระจ่างใส และมีความชุ่มชื่นเพิ่มขึ้น พร้อมกันนั้นได้จดแจ้งอย. ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ ริเชอรอล

ด้านคุณวาสนาในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์มคิดดี จำกัด บอกว่า ปัจจุบันริเชอรอลอยู่ระหว่างการผลิตที่โรงงานต้นแบบผลิตอนุภาคนาโนและเครื่องสำอางภายใต้การดำเนินงานของนาโนเทค คาดว่าจะพร้อมออกสู่ตลาดในช่วงเดือนก.ย.นี้

ในส่วนของคุณวรกรพูดถึงสาเหตุของการมาเพาะเห็ดหลินจือว่า ผู้เชี่ยวชาญในวงการสมุนไพรแนะนำว่าเห็ดหลินจือมีอนาคต เพราะสามารถพัฒนาไปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ อย่างเช่นเครื่องสำอาง โดยใช้สปอร์เห็ดหลินจือทำสบู่ จึงคิดต่อยอด ก่อนหน้านี้เมื่อ 7 ปีก่อนเคยทำเห็ดมาก่อนเป็น พวกเห็ดทั่วไป อาทิ เห็ดนางฟ้า กระทั่งเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ลองเพาะเห็ดหลินจือ ซึ่งมีคนแนะนำว่า หากทำแล้วไม่รู้จะนำเห็ดไปทำอะไรสามารถขายให้องค์การเภสัชฯ ได้

เจ้าของฟาร์มคิดดีเล่าอีกว่า ส่วนใหญ่จะนำเห็ดหลินจือมาหั่นสไลด์ให้บางแล้ว ตากแห้ง และนำไปทำเป็นเครื่องดื่ม รสชาติขมๆ มีสรรพคุณในการปรับสมดุลร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันในระดับพื้นฐานของร่างกาย

สำหรับเห็ดหลินจือใช้เวลาออกดอก อย่างน้อย 3 เดือน ขณะที่เห็ดทั่วไปใช้เวลาแค่ 3-5 วันก็เก็บขายได้ ส่วนเห็ดหลินจือมี การสะสมอาหาร จนกระทั่งออกมาเป็นดอก ลักษณะเหมือนแผ่นไม้ หลังจากดอกโตเต็มที่จะเริ่มให้สปอร์ ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ได้ ก่อนช่วงที่เห็ดหลินจือจะให้สปอร์ ช่วงที่ดอกโตเต็มที่จึงเปรียบเทียบได้กับคนที่ทานอาหารจนมีสุขภาพดีและเป็นวัยเจริญพันธุ์สูงสุดแล้ว ก่อนที่ร่างกายจะทรุดโทรมเพราะต้องสืบพันธุ์หรือขยายพันธุ์ จึงต้องนำเห็ดหลินจือในช่วงวัยเจริญพันธุ์มาทำคุณประโยชน์หรือนวัตกรรมต่อ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

ในการเพาะเห็ดหลินจืออินทรีย์นั้น มีความยากกว่าการเพาะเห็ดหลินจือธรรมดา

อย่างที่คุณวรกรอธิบายว่า ตลอด 3 เดือนที่เห็ดกำลังออกดอก ต้องดูแลเห็ดหลินจือ ยิ่งกว่าลูก เนื่องจากตอนที่ดอกเห็ดยังเล็กอยู่ ต้องระวังไม่ให้โดนน้ำ ทำได้แค่นำน้ำรดบนถุงพลาสติกเพื่อให้ความเย็นและความชื้น เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเชื้อรา หรือสิ่งอื่นเข้าไปทำลายดอกเห็ด เมื่อได้ 3 เดือน สีของดอกเห็ดค่อยๆ เปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเหลือง และสีน้ำตาลเข้ม ถือว่าโตเต็มที่แล้ว ความลำบากจึงเป็นเรื่องการจัดการน้ำไม่ให้ชื้นเกินไป ระบบระบายอากาศต้องดี แต่ลมต้องไม่แรง

ส่วนแสงแดดไม่จำเป็นในการออกดอกของเห็ด จึงลองออกแบบโรงเรือนให้ตอบโจทย์ใน 2-3 เรื่อง คือ สามารถระบายอากาศได้ และเคลื่อนย้ายโรงเรือนได้ จึงไม่ได้เป็นโรงเรือนถาวรแบบทั่วๆ ไป สามารถเคลื่อนย้ายไปเพาะจุดอื่นได้ นอกจากนี้โรงเรือนสามารถป้องกันอันตรายจากภายนอกได้ อาทิ ป้องกันลมที่แรง และสัตว์ต่างๆ

ทั้งนี้การเพาะเห็ดหลินจืออินทรีย์ ต้องเริ่มจากก้อนเชื้อที่เป็นออร์แกนิก ซึ่งหายากมากในบ้านเรา เพราะเห็ดก้อนส่วนใหญ่มักใส่หรือพ่นยา เพื่อป้องกันแมลงและให้เห็ดออกดอกดี แต่เกษตรอินทรีย์จะไม่ใช้ สิ่งที่ต้องระวัง คือ สิ่งแวดล้อมและเชื้อโรคต่างๆ จะเข้าไปทำลายเห็ด คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยทำก้อนเชื้อออร์แกนิกกัน สำหรับต้นทุน ก้อนเชื้อเห็ดหลินจือ 1 ก้อน ราคา 20 บาท ถ้าเป็นเห็ดทั่วไปราคาไม่ถึง 10 บาท การดูแลก็แตกต่างกัน เพราะเห็ดอินทรีย์ไม่ใช้ยา ดังนั้นจะมีเห็ดที่เสียบ้างก็จะดูแลด้วยวิธีทางกายภาพกันไป

นับเป็นเกษตรกรอีกรายที่ยึดหลัก “ทำน้อยได้มาก” โดยร่วมกับภาครัฐใช้นวัตกรรมเข้ามาพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน