วนกลับมาอีกแล้วกับซีเกมส์ ที่ไทย จะเป็นเจ้าภาพ ในปีพ.ศ.2568 หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า
โดยเมืองหลักที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 เวลานี้ยังรอ บทสรุปว่าเมืองไหนจะได้สิทธิ์นี้ไป
แม้แฟนกีฬาออกจะยี้ๆ กับเรื่องการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ว่าไทยควรจะก้าวข้ามเรื่องนี้ไปได้แล้ว แต่มองว่าเป็นเรื่องของการผลาญงบประมาณโดยใช่เหตุ
แต่นี่เป็นถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการยกระดับจังหวัดในด้านการกีฬาอย่างก้าวกระโดด เพราะจะได้รับงบประมาณมาพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ ดังจะเห็นได้จาก จ.เชียงใหม่ และ จ.นครราชสีมา ที่วันนี้มี “สนามกีฬามาตรฐาน” จากการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ในปีพ.ศ.2538 และ 2550 ตามลำดับ
เวลานี้มีกลุ่มจังหวัดที่แสดงเจตนารมณ์ และสนใจจะเสนอตัวเข้ามาหลายแห่งทั้ง จ.เชียงใหม่, กทม. กับ ชลบุรี, หรือกลุ่มจังหวัดอันดามัน ที่ประกอบด้วย กระบี่, ภูเก็ต, สตูล, พังงา, ตรัง, ระนอง
เกณฑ์หลักๆ ที่ใช้ในการคัดเลือกเจ้าภาพคือ สนามแข่งขันและสิ่งอำนวยความสะดวกนั้นจะต้องมีความพร้อม สอดคล้องกับกีฬาสากล ขณะเดียวกันอีกปัจจัยสำคัญที่จะใช้ในการพิจารณาคือ การจัดการแข่งขันให้ครอบคลุมในพื้นที่จังหวัดน้อยที่สุด ไม่ต้องการให้กระจายในพื้นที่ห่างกันเกินไป เพื่อให้เกิดความสะดวก คล่องตัวต่อการจัดการ
อย่างไรก็ตาม ที่น่าจับตามองคือ นี่จะเป็นโอกาสสำคัญที่ “ไทย” จะเป็นหัวหอกในการสร้างมาตรฐานเรื่องชนิดกีฬา หลังซีเกมส์ออกทะเลไปไกลจากการบรรจุกีฬาพื้นบ้านกันจนสนุก
“เป้าหมายสำคัญที่สุดในการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ของประเทศไทยคือต้องการยกระดับมาตรฐานการจัดแข่งขันให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น ด้วยการบรรจุชนิดกีฬาสากลเข้ามาชิงชัยเท่านั้น” เป็นคำมั่นจาก ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการกกท.
ขอถือว่าเป็น “คำสัญญา” กลายๆ ว่าจะทำให้ซีเกมส์ 2025 กลับมาเป็นมหกรรมกีฬาที่น่าดูอีกครั้ง
ช.ศิริวุฒิ