หลวงปู่ทองสุข สัญญโม
วัดสระแก้ว จ.มหาสารคาม

อริยะโลกที่ 6

วันศุกร์ที่ 10 ก.ย.2565 น้อมรำลึกครบรอบ 88 ปี ชาตกาล “พระครูรัตนสราภิวัฒน์” หรือ “หลวงปู่ทองสุข สัญญโม” อดีตเจ้าอาวาสวัดสระแก้ว และอดีตเจ้าคณะตำบลโพนงาม อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีวัตรปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ อุทิศตนรับใช้พระพุทธศาสนา

เกิดในสกุล ตางา เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2477 ที่บ้านเหล่าน้อย ต.เหล่าน้อย อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด

หลังจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ออกมาช่วยงานครอบครัวทำมาหากิน

จนกระทั่งเติบโตเป็นหนุ่มใหญ่อายุ ย่าง 31 ปี เข้าพิธีอุปสมบท ที่พัทธสีมา วัดจันทรังษี ต.เหล่าน้อย อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด โดยมี พระครูวิเศษเสลคุณ วัดศรีทองนพคุณ อ.เสลภูมิ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการอ้วน ฐิติญาโณ วัดท่าลาด อ.เสลภูมิ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอธิการประภา ปภากโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์

หลังจากที่อุปสมบทแล้วจำพรรษาปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่วัดบ้านเหล่าน้อย มุมานะศึกษาพระธรรมวินัย ด้วยความ ขยันขันแข็งสามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ จากสำนักเรียนวัดเหนือคณะจังหวัดร้อยเอ็ด

ต่อมาครอบครัวอพยพมาที่ตำบลหนองบัว อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม จึงต้องเดินทางมาอยู่จำพรรษาที่วัดสระแก้ว บ้านดอนน้อย ต.โพนงาม อ.โกสุมพิสัย ท่านจำพรรษาปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่วัดแห่งนี้ตราบจนวาระสุดท้าย

ในปี พ.ศ.2520 จึงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะตำบลหนองบัว และเมื่อตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระแก้วว่างลงจึงได้รับความ ไว้วางใจจากคณะสงฆ์ให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาส

พ.ศ.2526 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลโพนงาม อ.โกสุมพิสัย พ.ศ.2527 เป็นพระอุปัชฌาย์

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2530 ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครู สัญญาบัตรเจ้าคณะตำบลชั้นตรีในราชทินนามที่ พระครูรัตนสราภิวัฒน์ พ.ศ.2548 เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะตำบลชั้นเอกในราชทินนามเดิม

เป็นผู้สนใจศึกษาวิทยาคมมาตั้งแต่สมัย ยังเป็นฆราวาส เมื่อเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ทำให้มีชื่อเสียงในฐานะพระเกจิชื่อดัง เป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่อย่างรวดเร็ว

หากปีใดงานในหน้าที่ไม่มีความยุ่งยาก มักจะ ออกเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรหลายแห่งใน ภาคอีสาน บางครั้งเคย เดินเข้าไปในเขต สปป.ลาว เนื่องจากเป็นผู้ชมชอบธรรมชาติป่าไม้และเพื่อแสวงหาความหลุดพ้น

ตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลโพนงาม จะปฏิบัติหน้าที่ปกครองอย่างเคร่งครัด เป็นแบบอย่างให้วัดในปกครองปฏิบัติตาม รวมทั้งออกเผยแผ่ หลักธรรมทางพุทธศาสนาอย่างสม่ำเสมอ ไม่รู้เหน็ดเหนื่อย

ล่วงเข้าปัจฉิมวัยด้วยความไม่เที่ยงของสังขาร อาพาธเรื้อรังด้วยโรคมะเร็งในท่อน้ำดี แต่ยังฝืนรับงานนิมนต์อย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย บางครั้งอาการกำเริบหนัก ยังฝืนสังขารไปตามกิจนิมนต์ที่รับไว้

สุดท้ายมรณภาพอย่างสงบ เมื่อปี พ.ศ.2551 สิริอายุ 73 ปี พรรษา 42

เชิด ขันตี ณ พล

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน