วันที่ 11 ก.ย. บีบีซีรายงานความคืบหน้าการโต้กลับของกองทัพยูเครนในพื้นที่ทางตะวันออก ของยูเครนที่กองกำลังรัสเซียบุกรุกและยึดครองว่า กองทัพยูเครนสามารถยึดคืนพื้นที่จาก กองกำลังรัสเซียได้แล้วมากกว่า 3,000 ตารางกิโลเมตร (ราว 1,875,000 ไร่) หากตัวเลข ดังกล่าวได้รับการยืนยันเป็นความจริงจะหมายความว่ากองทัพยูเครนสามารถยึดคืนพื้นที่ได้เพิ่ม เป็น 3 เท่าในเพียง 48 ชั่วโมง
ขณะที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียยืนยันว่า กองกำลังรัสเซียล่าถอยจากเมืองอิซยุมและเมืองคูเปียนสก์ ซึ่งกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุเพื่อให้ทหารรัสเซียจัดเป็นกลุ่มใหม่ในดินแดน ที่อยู่ภายใต้การยึดครองของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่รัสเซียสนับสนุน และยืนยันการถอนทหารออกจากเมืองบาลาคลียา เมืองหลักเมืองที่สาม เพื่อไปหนุนกำลังในแนวรบของแคว้นโดเนตสก์ หลังกองทัพยูเครนเข้าเมืองบาลาคลียาเมื่อวันศุกร์ที่ 9 ก.ย. และเข้าเมืองอิซยุมและเมือง คูเปียนสก์ เมื่อวันเสาร์ที่ 10 ก.ย.
ความคืบหน้ามีขึ้นหลังประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน อ้างตัวเลขพื้นที่ ที่กองทัพยูเครนสามารถยึดคืนได้ 1,000 ตารางกิโลเมตร (ราว 625,000 ไร่) เมื่อเย็นวันพฤหัสบดีที่ 8 ก.ย. และเพิ่มเป็น 2,000 กิโลเมตร (ราว 1,250,000 ไร่) เมื่อเย็นวันเสาร์ที่ 10 ก.ย.
“ปฏิบัติการ 3 วัน ลดระดับและจัดการโอนกลุ่มทหารเมืองอิซยุมและเมืองบาลาคลียา ไปดินแดนของสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์ และเพื่อป้องกันความเสียหายต่อกองทหารรัสเซีย ความพ่ายแพ้ของไฟอันทรงพลังจึงเกิดกับศัตรู” แถลงการณ์กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุ
สำนักข่าวตาสส์ สื่อทางการรัสเซียรายงานว่า ไม่นานหลังจากนั้น หัวหน้าผู้บริหารดินแดนบางส่วนที่รัสเซียยึดครองของแคว้นคาร์คิฟแนะนำให้ผู้อยู่อาศัยอพยพไปรัสเซียเพื่อรักษาชีวิต ส่วนผู้ว่าการของแคว้นเบลโกรอดในรัสเซียที่อยู่ติดกันระบุว่า จะมีการจัดเลี้ยงอาหารเคลื่อนที่ การทำความร้อน และความช่วยเหลือทางการแพทย์แก่ประชาชนที่ต่อแถวเพื่อข้ามพรมแดน
อย่างไรก็ตาม นายรามซัน คาดีรอฟ ผู้นำเชเชนและผู้สนับสนุนอย่างแข็งขันของประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ตั้งคำถามเกี่ยวกับการล่าถอยทางรัสเซียทางแอพพลิเคชั่นเทเลแกรม “หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในโชคชะตาของรัสเซีย ผมจะจำต้องตั้งคำถามกับผู้นำของประเทศเพื่ออธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่รัสเซียยังยึดครองพื้นที่ราว 1 ใน 5 ของยูเครน และเพียงไม่กี่คนคิดถึงการยุติสงครามอย่างรวดเร็ว” นายคาดีรอฟกล่าวและยืนยันว่า รัสเซียจะชนะ และอาวุธของนาโต (องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ) จะถูกบดขยี้
ทั้งนี้ ความคืบหน้าการโต้กลับของยูเครนจะถือเป็นสัญญาณว่า กองทัพยูเครนมีศักยภาพที่จะยึดดินแดนที่รัสเซียยึดครองถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ขณะที่ยูเครนยังขอการสนับสนุนทางทหารจากพันธมิตรตะวันตกที่ได้รับแรงกดดันอย่างหนัก
นายดมีโตร คูเลบา รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน กล่าวว่า ความคืบหน้าล่าสุดดังกล่าว แสดงให้เห็นว่ากองกำลังยูเครนสามารถมีชัยต่อรัสเซียได้ และสามารถยุติสงครามได้เร็วขึ้นด้วยอาวุธจากตะวันตกที่ยูเครนได้รับมากขึ้น