วันก่อนสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ชวนไปร่วมในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง ‘การส่งเสริมและยกระดับการผลิตกระท่อมสู่พืชเศรษฐกิจอย่างครบวงจร’ เพื่อให้พืชกระท่อมเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่จะสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย และส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ ประกอบด้วย นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าฯชุมพร ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นายพีระ กาญจนพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 8 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ผศ.ดร.วศิน สุวรรณรัตน์ รองอธิการบดีวิทยาเขตหาดใหญ่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นายธีระศักดิ์ ยมสวัสดิ์ เกษตรจ.ชุมพร กรมส่งเสริมการเกษตร นายสมชาย มณีโชติ เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน กรมวิชาการเกษตร ดร.ตฤณวรรธน์ ธนิตนิธิพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด (มหาชน) และ นายพีรธัช สุขพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เกษตรศิวิไลซ์ จำกัด ร่วม ลงนามฯ ที่ศาลากลางจ.ชุมพร

ในส่วนของจ.ชุมพร มีรายงานว่ามีการปลูกกระท่อมเกือบ 4 พันไร่ มีเกษตรกรปลูกเกือบ 4 พันราย โดยปลูกสายพันธุ์ก้านแดงมากถึง ร้อยละ 95.87

ต่อมา ดร.วิภารัตน์ และคณะลงพื้นที่ไปดูแปลงกระท่อมที่บ้าน หัวคู ต.ตากแดด อ.เมือง จ.ชุมพร ของคุณสิทธิชัย ฉิมพลีวัฒน์ และครอบครัว ซึ่งปลูกไว้ถึง 2ไร่กว่า รวมเกือบร้อยต้น โดยปลูกพันธุ์ เจ็ดหาง ซึ่งมีกระท่อมอายุเกิน 5 ปีขึ้นไป บางต้น 7 ปี

คุณสิทธิชัยเล่าว่า มีพ่อค้าประจำมารับซื้อตกกิโลกรัม (ก.ก.) ละร้อยกว่าบาท ขึ้นอยู่กับว่าพ่อค้าต้องการให้เก็บรวมหมด หรือแยกเป็นใบเกรดสวย เกรดรอง เกรดไม่สวย ถือว่าช่วงนี้ราคาต่ำลง จากที่เคยขายได้สูงสุดก.ก.ละ 500-700 บาท

สำหรับใบเกรดสวย ประมาณ 4 นิ้ว ไม่มีตำหนิ ใบเกรดรอง 2-3 นิ้ว จะเก็บในช่วงที่มีแสดงแดดน้อย เช่นช่วงเช้าประมาณ 7-9โมง ช่วงเย็น 4-6 โมงเย็น 20-25 วันจะเก็บครั้งหนึ่ง โดยเก็บจากยอด 4 ใบ ลงมา

“ผมเห็นด้วยที่ว่ากระท่อมจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ เพราะต้นหนึ่งอยู่ได้ 20-30 ปี อยู่ที่การบำรุงดูแล ถ้าบำรุงดูแลดีก็มีใบให้ตลอด และไม่ต้องดูแลมากเหมือนผลไม้ แค่คอยดูแลใส่ปุ๋ย รดน้ำ บำรุงต้น บำรุงใบ บำรุงยอด ผสมผสานกับการใช้ปุ๋ยคอกขี้วัว ซึ่งใส่เดือนละครั้ง หรือสองเดือนครั้ง หลังเก็บใบเสร็จแล้วถึงจะใส่ปุ๋ย รดน้ำ 2-3 วันรด ครั้งหนึ่ง บำรุงอีก 20 วัน เพื่อจะเก็บใบใหม่อีก”

ในการปลูกต้นกระท่อมนั้น คุณสิทธิชัยแนะนำว่า ควรปลูกห่าง 2-3 เมตร เพราะกิ่งจะขยายออกด้านข้างเยอะ เนื่องจากเป็นไม้ใหญ่ สำหรับการให้น้ำใช้แบบปั๊มน้ำและลากสายยาง

ถามเรื่องการใช้ปุ๋ยเคมีและยาเคมี เจ้าของสวนกระท่อมแจงว่า เมื่อก่อนเคยใช้ยาฉีดหนอน เดือนละครั้ง ถ้าไม่มีหนอนก็ไม่ฉีด แต่ตอนนี้หยุดใช้แล้ว

ปัญหาตอนนี้คือ กระท่อมมีโรคเยอะ เป็นพวกแมลงพลัด และมีหนอนบ้าง ตัวนี้กินใบหมด ใบจะเสีย ราคาจะตก

เขาให้ข้อมูลด้วยว่า ตอนนี้ได้ทุนคืนเรียบร้อยแล้ว ในเดือนหนึ่งๆ ขายใบกระท่อมได้หลักหมื่น ดีกว่าปลูกผลไม้ ถ้าเป็นไปได้อยากขยายพื้นที่ปลูกมากกว่านี้

ทีนี้มาฟังในส่วนของผู้ประกอบกันบ้าง ‘พ.อ.ชาติวัฒน์ คงอุไทยสกุล’ ที่ปรึกษาและผู้ก่อตั้งบริษัทเกษตรศิวิไลซ์ จำกัด เล่าว่า เกษตรศิวิไลซ์ จำกัด เดิมเป็นบริษัทแรกในเรื่องของการวิจัยและพัฒนา การผลิตอุตสาหกรรมเกษตรอินทรีย์มูลค่าสูง ซึ่งที่ผ่านมามองว่าจริงๆ แล้วศักยภาพพืชกระท่อมสามารถดำเนินการได้ก่อนพืชเศรษฐกิจอีก 2 ตัว ทั้งกัญชาและกัญชง เนื่องจากตลาดสหรัฐอเมริกาต้องการมาก และบริษัทมีความร่วมมืออยู่กับ 2 บริษัท ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความต้องการกระท่อมจำนวนมาก

บริษัทจึงส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะจ.ชุมพร ที่บริษัทได้เข้ามาดำเนินการกับร่วมวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรอินทรีย์ สำนักงานป.ป.ส. และกรมวิชาการเกษตร ทำเป็นเกษตรพันธสัญญา เข้ามาช่วยพัฒนานำใบกระท่อมสดมาแปรรูปและส่งออก โดยร่วมกับบริษัทไทย ฟรีซดราย จำกัด ที่จ.ลำพูน ทำเป็นผง โดยใบกระท่อม 100 ก.ก. เหลือแค่ 1 ก.ก.

เบื้องต้นเป็นช่วงการทดลองลูกค้า บริษัทส่งออเดอร์แรกไปอยู่ที่ประมาณ 100 ก.ก. เป็นฟรีซดราย ประมาณก.ก.ละ 300 เหรียญ

ลูกค้านำไปบรรจุแคปซูลเป็นอาหารเสริม ด้วยคุณสมบัติของกระท่อม ช่วยให้ลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดการผ่อนกลาย พูดง่ายๆ แทนที่จะไปทานยาเคมีก็กินกระท่อมแคปซูลแทน และยังช่วยเรื่องเบาหวานด้วย ในข้อมูลพบว่าปีหนึ่งมีคนอเมริกันบริโภคกระท่อมแคปซูล 12-13 ล้านคน ไม่ใช่น้อย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องเน้นเกษตรกรคือ ต้องเป็นอินทรีย์และไม่มีสารปนเปื้อน เพราะเบื้องต้นพบปัญหาสารเคมี หรือละอองยาฆ่าแมลงที่ยังมีอยู่ ยกตัวอย่างบางบ้านปลูกไว้หลังบ้าน ที่มีห้องน้ำหรือมีที่ซักล้างซักผ้า อันนี้จะมีโลหะหนัก สองเรื่ององค์ความรู้ของเกษตรกร การดูแลรักษาต้นไม้เนื่องจากกระท่อมมีศัตรูพืช คือ แมลงหลายตัวหลักๆเป็นแมลงหวี่ขาวหรือเพลี้ยต่างๆที่มากินใบ บางทีก็ใช้ยาฆ่าแมลง แบบนั้นเกษตรขายแค่ก.ก.ละไม่เกิน 50 บาท แต่ในส่วนของบริษัทก่อนรับซื้อต้องตรวจสารไมทราไจนีนต้องไม่ต่ำกว่า 1.5 ปราศจากสารปนเปื้อน ให้ราคาก.ก.ละ 200 บาท

ในส่วนการเก็บใบนั้นหลักๆ ที่วิจัยมา ต้องเก็บจากใบที่ 3 ที่ 4 จากยอด เก็บเป็นลักษณะของใบคู่เท่านั้น และถ้าจะให้ค่าสารไมทราไจนีนดีต้องเป็นต้นที่ปลูกมาไม่ต่ำว่า 3 ปี

“บริษัทมองว่ากระท่อมเป็นพืชที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้จริงๆ เนื่องจากมูลค่าที่สูง เกษตรกรไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะ มีแค่ 1-2 ไร่ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของเขาได้แล้ว ยกตัวอย่างเช่น ไร่หนึ่งปลูก 100 ต้น ขนาด 4×4 เมตร ได้ 100 ต้น เก็บใบขายอย่างเดียว เชื่อไหมปีหนึ่งได้ 1.4 ล้านบาท ถ้าขายก.ก.ละ 100 บาท ทำให้ชีวิตเกษตรกรเปลี่ยนแปลงแล้ว”

ฟังอย่างนี้แล้วเชื่อว่าเกษตรกรหลายคนคงอยากปลูกกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้รู้แนะนำว่าขอให้ดูด้วยว่ามีตลาดรองรับหรือไม่ ที่สำคัญควรปลูกแบบอินทรีย์ และรวมกลุ่มกันดีที่สุด จะได้มีอำนาจต่อรองกับผู้ซื้อ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน