อีก 1 มหากาพย์ที่ถือเป็นคดีตัวอย่างด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับกรณีภาพยนตร์ เดอะบีช ที่มาใช้โลเกชั่นถ่ายทำในประเทศไทย เมื่อปี 2541

ถือเป็นความฮือฮาอย่างมากที่ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ มีนักแสดงชื่อดังอย่าง ลีโอนาโด ดิคาปริโอ มาร่วมงาน พร้อมเล็งพื้นที่ อ่าวมาหยา จ.กระบี่ สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามติดอันดับต้นๆ ของโลกเป็นที่ถ่ายทำ

ท่ามกลางความมุ่งหวังเรื่องชื่อเสียงประเทศ การดึงดูด นักท่องเที่ยว อันเป็นการใช้ซอฟต์เพาเวอร์ให้เกิดประโยชน์

กลับไม่เป็นดังหวัง และทิ้งร่องรอยความเสียหายไว้มหาศาล

เมื่อพบว่าทีมงานถ่ายทำกลับใช้เครื่องจักรหนัก ดัดแปลงสภาพภูมิประเทศของอ่าวมาหยา บนเกาะพีพี จนเสียหาย ทั้งจากการใช้แพขนานยนต์ การถมทราย หรือการปรับพื้นที่เพื่อปลูกต้นมะพร้าว และสร้างเพิงพักชั่วคราว จนทำให้ธรรมชาติเสียหาย

นำมาซึ่งการฟ้องร้องต่อศาลแพ่งแผนก คดีสิ่งแวดล้อม เรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 100 ล้านบาท

และในที่สุดก็ถึงบทสรุป เมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาหลังจากเหตุการณ์ความเสียหายผ่านไปถึง 23 ปี

ขุดทราย

■ ฎีกาปิดฉากคดีเดอะบีช

ในที่สุดคดีมหากาพย์ก็ถึงจุดสิ้นสุด โดยเมื่อวันที่ 13 ก.ย. ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาของแผนกคดีสิ่งแวดล้อม คดีที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ อบต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ และพวกรวม 19 คนยื่นฟ้อง รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นจำเลยที่ 1 กรมป่าไม้ เป็นจำเลยที่ 2 อธิบดีกรมป่าไม้ เป็นจำเลยที่ 3 บริษัทซันต้า อินเตอร์เนชั่นแนล โปรดักชั่น จำกัด เป็นจำเลยที่ 4 และบริษัททแวนตี้ เซนจูรี่ ฟอกซ์ จำกัด จำเลยที่ 5

เพื่อเรียกค่าเสียหายจากการกระบวนการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม บนอ่าวมาหยา จากการทำลายอ่าวมาหยา ในปี 2541 เพื่อ ถ่ายภาพยนต์เรื่องเดอะบีช โดยฟ้องเรียกร้องขอให้ชดเชย ค่าเสียหายเป็นเงิน 100 ล้านบาท

ทั้งนี้ศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ระบุว่า “ศาลชั้นต้น มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 รับผิดในการปรับปรุงแก้ไขหาดมาหยาให้กลับคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติ โดยการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อ ทำแผนการฟื้นฟูและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนอ่าวมาหยา จึงสอดคล้องกับภาระหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและอยู่ในขอบเขตแห่งคำฟ้องและคำข้อท้ายฟ้อง

และศาลยังวินิจฉัยต่อไปว่า คำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายหยิบยกปัญหาข้อเท็จจริงขึ้นโต้แย้งอ้างว่า ปัจจุบันหาด มาหยามีสภาพตามธรรมชาติดังเดิมแล้ว เพราะได้มีการปิดอ่าวและปล่อยให้ธรรมชาติได้เยียวยาตนเองแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องบังคับคำขอถ้ายคำฟ้อง

ศาลเห็นว่า ข้ออ้างนี้ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นมาลอยๆ ในคำแก้ฎีกาแต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนให้เชื่อถือได้

อย่างไรก็ตามการนำสืบคู่ความทั้งสองยอมรับตรงกันว่า เมื่อกาลเวลาผ่านไปสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศบริเวณอ่าวมาหยาจะสามารถฟื้นฟูได้เองตามธรรมชาติ ประกอบกับข้อพิพาทในคดีนี้เกิดขึ้นมานานเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว อันเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควร

เพื่อให้การบังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นสอดคล้องกับสภาพตามจริงในปัจจุบันและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงเห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งในคำพิพากษาชั้นต้นดังกล่าวให้เหมาะสมแก่สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 และคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน คำแก้ฎีกาจำเลยที่ 2 ข้ออื่นนอกจากนี้ไม่เป็นสาระสำคัญ อันจะทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทั้งนี้จนกว่าหาดมาหยามีสภาพเดิมตามธรรมชาติ ตามที่จำเลยที่ 2 และคณะทำงานเพื่อทำแผนการแก้ไขฟื้นฟูและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนบริเวณอ่าวมาหยาเห็นชอบร่วมกันหรือตามศาลเห็นสมควร ในกรณีที่จำเลยที่ 2 และคณะทำงานดังกล่าวไม่สามารถเห็นชอบร่วมกันได้ นอกจากนั้นที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

สำหรับจำเลยที่ 4-5 ให้รับผิดตามสัญญาประนีประนอม ยอมความ ฉบับลงวันที่ 27 ก.พ.62 ซึ่งตามสัญญานั้น จำเลยที่ 5 ประสงค์และยินดีจะอำนวยการช่วยเหลืออนุรักษ์ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม โดยมอบเงิน 10 ล้านบาท เพื่อให้โจทก์ที่ 1-2 นำไปใช้เพื่อการอนุรักษ์ตามอำนาจหน้าที่ และโจทก์ที่ 1 จะรายงานผลการปฏิบัติงานต่อศาลทุกกำหนด 1 ปีต่อเนื่องกันเป็นเวลา 3 ปีหรือจนกว่าเงินจะหมด

บทสรุปที่ยาวนานกว่า 23 ปี

อ่าวมาหยา

■ ย้อน23ปีพิพาทอ่าวมาหยา

สำหรับกรณีภาพยนตร์ เดอะบีช นั้น เริ่มต้นตั้งแต่ประมาณปีพ.ศ.2541 ซึ่งกองถ่ายภาพยนต์ฮอลลีวู้ดแห่งหนึ่งทำเรื่องขออนุญาตกรมป่าไม้ เพื่อขอใช้พื้นที่อ่าวมาหยา หมู่เกาพีพี เป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์ ซึ่งถือเป็นเรื่องโด่งดังในยุคนั้น มีการเห็นความสำคัญที่จะได้เผยแพร่แหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามของไทยไปสู่สายตาโลก ยิ่งอ่าวมาหยา ที่มีความงดงามระดับโลก ทั้งทิวทัศน์หน้าผาที่โอบล้อม หาดทรายขาวละเอียด จึงเชื่อว่าจะเป็นผลดีของประเทศ

ไม่แปลกที่กรมป่าไม้ในขณะนั้นจะพิจารณาอนุมัติ

อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่อนุญาตแล้วพบว่ามีรายละเอียดสำคัญที่บริษัทระบุจะต้องปรับแต่งชายหาดให้เข้ากับบทภาพยนตร์ ทั้งที่อ่าวมาหยาอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะพีพี เริ่มเกิดข้อถกเถียงว่าการเปลี่ยนภาพภูมิประเทศ หรือสภาพแวดล้อมโดยเครื่องจักรและแรงคนเช่นนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้หรือไม่

ในขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐยืนยันในอำนาจการอนุญาตถ่ายทำ ก็ปรากฏภาพเครื่องจักรขนาดใหญ่ รถแบ๊กโฮ เข้าปรับพื้นที่ ขุดหาด และสันทราย

มีการนำต้นมะพร้าวมาปลูกเพิ่ม มีการถมทราย ซึ่งนำมาจากที่อื่น ส่งผลให้เกิดการปนเปื้อนกับหาดทรายที่ขาวสะอาด พันธุ์ไม้ชายหาด เช่น รักทะเล พลับพลึงทะเล เตยทะเล ผักบุ้งทะเล ถูกขุดเคลื่อนย้ายออกไป

เกิดกรณีเรือของทีมงานแล่นผ่านปะการังน้ำตื้นขึ้นมาชายหาด ซึ่งเป็นการทำลายแหล่งปะการังอย่างร้ายแรงที่สุด มีการปรับพื้นที่ทำที่อยู่อาศัยทีมงาน และสั่งห้ามบุคคลอื่นเข้ามาในพื้นที่อ่าวมาหยา จนกลายเป็นข้อถกเถียงว่าเป็นการใช้อำนาจล้นเกินจนส่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่

และในที่สุดอบจ.กระบี่ ก็เป็นผู้นำในการฟ้องคดี เพื่อเรียกค่าชดเชยกว่า 100 ล้านบาท และขอให้ผู้เกี่ยวข้องฟื้นฟูธรรมชาติและสภาพแวดล้อมอ่าวมาหยากลับมาดังเดิม

ต่อสู้กันมาถึง 3 ศาล จนได้ข้อสรุปต้องตั้งกรรมการฟื้นฟูจนกว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

เป็นกรณีศึกษาของการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ โดยประชาชนคนธรรมดาทั่วไป ที่มีผลเป็นรูปธรรม!!

ภาพยนต์เดอะบีช

■เปิด2มุมมองอนุรักษ์-กระตุ้นศก.

หลังจากทราบคำพิพากษา นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ในฐานะชาวกระบี่และเป็น 1 ในโจทก์ ระบุว่า ที่ผ่านมาการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดอะบีช ที่อ่าวมาหยา ทุกคนก็เห็นแล้วว่า ความเสื่อมโทรมทางด้านทรัพยากรมากแค่ไหน เพราะเชื่อว่าเมื่อการถ่ายทำภาพยนตร์เกิดขึ้น ก็จะต้องมีการปรับแต่งสถานที่ ทำให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป เป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องทบทวน

ที่ผ่านมาบริษัทถ่ายทำภาพยนตร์ มักจะอ้างว่าเป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวและประเทศให้ ซึ่งด้วยศักยภาพของจังหวัดกระบี่ ไม่จำเป็นต้องใช้ภาพยนตร์ในการประชาสัมพันธ์ อ่าวมาหยาเป็นต้นแบบความเสียหายจากกองถ่ายทำภาพยนตร์ ถึงแม้ว่าจะได้รับการฟื้นฟูแล้ว ก็ยังไม่กลับมาเหมือนเดิม

ต้องมองด้วยเหตุและผล มีประโยชน์จริงๆ ต่อคนกระบี่หรือไม่ อยากให้กลุ่มทุน และผู้สนับสนุนที่มีอำนาจ เวลาจะมีการขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ อย่าพยายามบีบให้มีการอนุญาต เพราะที่ผ่านมาได้ไม่คุ้มเสีย

ด้านนายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ย่านอ่าวนาง ต.อ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ และอดีตประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การถ่ายทำภาพยนตร์ในพื้นที่ แยกได้เป็น 2 ประเด็น ประเด็นแรกจังหวัดกระบี่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่อาศัยทรัพยากรทางธรรมชาติ เป็นต้นทุน ในขณะเดียวกันการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เป็นหน้าที่ของทุกคน

แบ็กโฮไถหาด

 

ส่วนเรื่องเศรษฐกิจ ก็ต้องมองควบคู่ไปด้วยหากว่ามีภาพยนตร์เข้ามาถ่ายทำ สิ่งที่คนกระบี่จะได้รับก็คือเม็ดเงินมหาศาล สร้างรายได้ให้กับชาวจังหวัดกระบี่ได้เป็นอย่างดี

ข้อกังวลที่ว่าการถ่ายทำภาพยนตร์ จะทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ซึ่งกองถ่ายภาพยนตร์ ก็มีหน่วยงานที่กำกับดูแลอยู่แล้ว เป็นผู้พิจารณากลั่นกรองความเหมาะสม เมื่อมีการนำภาพยนตร์ออกไปฉายทั่วโลก คนก็จะรู้จักจังหวัดกระบี่และประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากภาพยนตร์เรื่องเดอะบีช หลังจากที่ภาพยนตร์ออกฉาย ก็มีนักท่องเที่ยวตามรอยมาท่องเที่ยวอ่าวมาหยาจากทั่วโลก ผู้ประกอบการก็อยากให้มีการถ่ายภาพยนตร์ที่กระบี่อีก

เป็นสองมุมมองที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดี เพียงแต่คงต้องปรับแนวทางให้เหมาะสม

เศรษฐกิจเดินหน้าได้ ขณะที่สิ่งแวดล้อมไม่ถูกทำลาย เก็บทรัพยากรไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้ต่อไป !!

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน