มองต่างมุมครบเทอมหรือยุบสภา

ไทม์ไลน์เลือกตั้ง 7 พ.ค. 66 ที่กกต.ประกาศ ตามเงื่อนไขสภาผู้แทนฯอยู่ครบวาระ
ทำให้มีการตั้งข้อสังเกต เป็นสัญญาณว่ารัฐบาลจะอยู่ครบวาระหรือไม่
ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายยังเชื่อว่าจะมีการยุบสภาเกิดขึ้น

‘ โอฬาร ถิ่นบางเตียว
ภาควิชาการรัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา

จากสถานการณ์ของรัฐบาลขณะนี้ไม่น่าจะอยู่ครบเทอม เมื่อดูจากเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาลตอนนี้ไม่หลงเหลือแล้ว หลังจากท่าทีและจุดยืนของพรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ร่วมกันโหวตล้มร่าง พ.ร.บ.กัญชา

และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข ฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ระบุถ้าไม่สามารถร่วมกันได้ก็ไม่เป็นไร สะท้อนว่ามาถึงระยะสุดท้ายของรัฐบาลชุดนี้แล้ว คือไม่มีผู้บารมีทางการเมืองคอยควบคุมบงการ หรือมาถึงจุดที่ผู้มีอิทธิพลทางการเมืองอาจปล่อยให้เกิดความขัดแย้งเอง

ทุกพรรคการเมืองต้องเตรียมความพร้อมไปสู่การเลือกตั้งแล้ว ส่วนหนึ่งต้องรอดูสัญญาณว่าวันที่ 30 ก.ย.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะพิพากษาอย่างไร แต่คิดว่าทุกพรรคการเมืองพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้ง
หากวินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังเป็นนายกฯไม่ครบ 8 ปี รัฐบาลจะยังไปต่อได้สักระยะหนึ่ง แต่เสถียรภาพของรัฐบาลคงไม่ได้ดีขึ้น เพราะพล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้มีบารมีอะไรเลยในพรรคพลังประชารัฐ แค่นอมินี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ คือนายกฯ ตัวจริง
และสิ่งที่พลังประชารัฐทำกับพรรคร่วม โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยแสดงว่าพลังประชารัฐก็ไม่ไว้ใจพรรคนี้ ไม่ต้องพึ่งพากันแล้ว แต่ก่อนพรรคภูมิใจไทยเป็นนั่งร้านค้ำบัลลังก์อำนาจให้ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็นที่ปลาบปลื้มของคนในพรรคพลังประชารัฐ ที่ให้น้ำหนักไปที่ พล.อ.ประวิตร

การที่พลังประชารัฐและประชาธิปัตย์กล้าหักภูมิใจไทย แสดงให้เห็นว่าเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถประคับประคองอะไรได้อีกแล้ว เจ้าของพรรคตัวจริงก็ต้องวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เดินไปสู่การเลือกตั้งโดยไม่ต้องพึ่งพาพล.อ.ประยุทธ์ การกลับมาหรือการอยู่ของพล.อ.ประยุทธ์ไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้วกับพลังประชารัฐ

ส่วนการที่ กกต.ประกาศไทม์ไลน์เลือกตั้ง และคำเตือน 180 วันก่อนสภาหมดอายุนั้น หากเป็นกรณีครบวาระ 4 ปีปกติ ถือว่าเป็นไทม์ไลน์ปกติ แต่ที่น่าสนใจ กกต.กำหนดความพร้อมในการเลือกตั้งกรณียุบสภาไว้เหมือนกัน กกต.ก็ประเมินถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง

และเมื่อดูจากเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลแล้ว มีโอกาสยุบสภาค่อนข้างสูง กกต.จึงประกาศเรื่องนี้สำทับไว้ ว่าหากยุบสภาก็ต้องเลือกตั้งภายใน 45 วันแต่ไม่เกิน 60 วัน กกต.ก็ประเมินเหมือนกับพวกเรา เชื่อว่าอาจเกิดการยุบสภาได้เช่นเดียวกัน

แต่การยุบสภาพรรคพลังประชารัฐก็ต้องเลือกช่วงเวลาที่เขาได้เปรียบมากที่สุด คงไม่ยุบในภาวะที่รัฐบาลตกต่ำหรือคะแนนนิยมไม่มี อย่างน้อยการประชุมเอเปกอาจทำให้ภาพลักษณ์ หรือการขับเคลื่อนนโยบายหลายๆอย่างที่มีอยู่ ทำให้ตัวเองได้คะแนนนิยมขึ้นมาบ้าง ดังนั้นการจัดประชุมเอเปก อาจเป็นงานสุดท้ายของรัฐบาล

หากรัฐบาลจะอยู่ครบเทอมต้องดูที่ตัวนายกฯ หากไม่ใช่พล.อ.ประยุทธ์ อาจอยู่ครบเทอมได้ แต่คนๆนั้นต้องมีบารมี คุมส.ว.ได้ ก็ไม่ใช่ใครเป็นนายกฯตัวจริงอย่าง พล.อ.ประวิตร

ฐิติพล ภักดีวานิช
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ถึงวันนี้คิดว่ารัฐบาลจะอยู่ครบเทอม ไม่มีเหุตผลอะไรที่ต้องยุบสภา เนื่องจากงบประมาณปี 66 ก็ผ่านแล้ว ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ ขณะนี้รัฐบาลก็หาเสียงเตรียมพร้อมการเลือกตั้ง และเป็นช่วงสำคัญในการใช้งบประมาณเพื่อสร้างคะแนนนิยม จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะเกิดความตรึงเครียดถึงขั้นยุบสภาได้

น่าจะสอดคล้องกับที่ กกต.ประกาศไทม์ไลน์เลือกตั้ง ว่าหากรัฐบาลอยู่ครบเทอมจะมีเลือกตั้งในวันที่ 7 พ.ค. 66 เพราะดูแล้วกระแสต่างๆ แม้แต่การเคลื่อนไหวของพรรครัฐบาล และหลายพรรคก็ยังไม่พร้อมลือกตั้ง โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทยประเด็นเรื่องกัญชาก็ยังไม่ยุติ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยต้องการผลักดันให้ได้ จึงเห็นได้ว่าทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ก็ยังไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้งก่อนกำหนด

แม้ฝ่ายค้านยังเชื่อว่าอย่างไรก็ยุบสภาก่อนครบวาระ แต่คิดว่าฝ่ายค้านไม่น่าอยากเลือกตั้งก่อน เพราะพรรคเพื่อไทยเองก็มีแนวโน้มจะเปิดตัว น.ส.แพทองธาร ชินวัตร วหน้าครอบครัวเพื่อไทย เป็นผู้นำ จึงต้องการให้น.ส.แพทองธาร ใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการรณรงค์สร้างคะแนนนิยม

รวมถึงพรรคก้าวไกล ส่วนตัวมองว่าการที่หัวหน้าพรรคไม่ใช่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ยังต้องใช้เวลาสร้างฐานเสียงใหม่ เพราะปฎิเสธไม่ได้ว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคอนาคตใหม่ ได้คะแนนมาจากตัวผู้นำพรรค ขณะที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ไม่มีความน่าสนใจและไม่มีบารมีเท่านายธนาธร

ฝ่ายค้านก็ต้องการเวลาในการหาเสียง รวมถึงการเกิดขึ้นใหม่ของพรรคการเมือง ทั้งพรรคไทยสร้างไทยของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ พรรครวมไทยสร้างชาติของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หรือพรรคชาติพัฒนาที่นายกรณ์ จาติกวณิช ไปร่วมด้วย ส่วนใหญ่ไม่มีใครอยู่ในสถานการณ์ที่พร้อมเลือกตั้งตอนนี้

พรรคเพื่อไทยอาจพร้อมระดับหนึ่งแต่ไม่พร้อมเต็มร้อย ถ้ามองระหว่างความพร้อมของแต่ละพรรค เพื่อไทยอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบหลายพรรค พรรคก้าวไกลต้องมองใหม่ เพราะการเลือกตั้ง ส.ส.เขตยังเป็นประเด็นสำคัญ เพราะครั้งที่ผ่านมาพรรคอนาคตใหม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นหลัก

ส่วนการตัดสินปม 8 ปี ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา วันที่ 30 ก.ย.นี้ ไม่น่าจะเกิดเหตุเหนือความคาดหมาย มีแนวโน้ม พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะได้ไปต่อ ซึ่งถือเป็นความสิ้นหวังของประเทศไทย แม้พล.อ.ประยุทธ์ ได้ไปต่อความขัดแย้งรุนแรงก็ไม่เกิดขึ้น เพราะรัฐบาลทหารยังมีศักยภาพในการควบคุมอยู่

เรื่องกฎหมายลูกทั้งเลือกตั้งส.ส.และพรรคการเมือง ที่ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้วินิจฉัยก็ไม่น่าจะเป็นเงื่อนไขให้ต้องยุบสภาก่อนวาระ เพราะประเด็นหลักของการยุบหรือไม่ยุบสภาอยู่ที่เสถียรภาพรัฐบาล
ขณะนี้รัฐบาลไม่ได้อยู่ในฐานะที่ไร้เสถียรภาพจนยุบสภา รวมถึงสถานการณ์คงอำนาจของทหาร และความสัมพันธ์กับภาคีธุรกิจก็เป็นปัจจัยสำคัญในการเป็นตัวกำหนด ซึ่งภาคีธุรกิจไม่มีแรงกดดันมากต่อรัฐบาล ขณะเดียวกันไม่เห็นสัญญาณการเปลี่ยนตัวนายกฯ ทุกวันนี้มีแต่ชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เท่านั้น ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ จึงต้องอดทนรอไปอีก 6 เดือน

หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ยังมองว่าพรรคเพื่อไทยมีสิทธิ์ได้เสียงข้างมาก เพราะฐานเสียงเดิมมีอยู่ ส่วนพรรคก้าวไกลก็มีโอกาสได้ ส.ส.เพิ่ม จากคนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง

พนัส ทัศนียานนท์
อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

กรณีฝ่ายค้านยังมองว่าอย่างไรรัฐบาลก็อยู่ไม่ครบวาระ ต้องมีการยุบสภาแน่นอนนั้น ไม่รู้ว่าพรรคฝ่ายค้านคิดอย่างไร แต่การยุบสภาขึ้นอยู่กับว่าแต่ละพรรคอยากให้ยุบหรือไม่ ถ้าตนเป็นพรรคฝ่ายค้านก็จะรอให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินก่อน ส่วนคนที่มีอำนาจยุบสภาก็จะต้องคิดว่าพรรคของเขาอยู่ในฐานะได้เปรียบหรือไม่

หากพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ คิดจะยุบสภาตอนนี้ก็จต้องประเมินดูว่าพรรคพลังประชารัฐได้เปรียบหรือไม่ แต่เท่าที่ฟังดูแล้วมีการแตกก๊วน แตกแขนงกันเป็นหลายกลุ่ม หลายพรรค จนไม่รู้ว่าก๊วนใครเป็นก๊วนใคร เพราะฉะนั้นหากจะบอกว่าพรรคพลังประชารัฐได้เปรียบถ้ายุบสภาแล้วเลือกตั้ง เท่าที่ดูสถานการณ์ตอนนี้คิดว่าไม่น่าจะได้เปรียบ

แม้พรรคพลังประชารัฐจะเดินเกม โดยการไปจัดตั้งพรรคใหม่ เพราะคิดว่าหากรวมเสียงส.ส.ที่แต่ละพรรคได้จะได้คะแนนเป็นเสียงข้างมาก และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ หากเป็นเช่นนั้นคงจะยุบ แต่ก็ต้องดูว่าพรรคต่างๆ ที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่นั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือไม่ ในแง่ที่อยู่ภายใต้การบริหารของพล.อ.ประวิตร เพราะเท่าที่ฟังมาบางพรรคที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ไม่เอา พล.อ.ประวิตร เพราะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ตรงนี้จึงขึ้นอยู่กับว่า 3 ป. ยังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือไม่

การยุบสภาไม่ใช่ว่าอยากจะยุบก็ยุบได้เลย ต้องพิจารณาหลายองค์ประกอบ ที่ฝ่ายค้านอยากให้ยุบสภา คงเพราะคิดว่าถ้ายุบสภาตอนนี้ตัวเองต้องชนะการเลือกตั้งแน่นอน แต่ถ้าหากตนเป็นฝ่ายรัฐบาลในสถานการณ์ปัจจุบันจะไม่ยุบสภาแน่ จนกว่าจะแน่ใจว่าถ้ามีการเลือกตั้งใหม่พรรคของตนจะชนะอย่างแน่นอน

และพล.อ.ประวิตร ไม่สามารถยุบสภาคนเดียวได้ หากยุบสภาก็จะต้องออกพระราชกฤษฎีกา จากเหตุผลหลายอย่างทำให้คิดว่าคงไม่น่าจะยุบสภา ซึ่งตนอาจเดาผิดก็ได้ ทั้งหมดเป็นเพียงแค่การคาดเดา

เรื่องกฎหมายลูกที่วันนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และยังไม่มีผลบังคับใช้จะทำให้การเลือกตั้งสะดุดหรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าอย่างไรการเลือกตั้งก็สะดุด ในเมื่อกฎหมายลูกยังไม่เสร็จจะทำอย่างไร ทาง กกต.ก็คงต้องหาทางหากฎระเบียบมาบังคับใช้ ในเมื่อรัฐธรรมนูญแก้แล้วจะทำอย่างไร ในที่สุดอาจต้องใช้อำนาจฝ่ายบริหารการออก พ.ร.ก. ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องที่ฝ่ายรัฐบาลต้องคิดหนัก

ส่วนปมวาระนายกฯ 8 ปี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญว่าจะตัดสินว่าอย่างไร หากตัดสินว่าครบ 8 ปีแล้ว รัฐบาลก็จะอยู่ไม่ครบเทอม ครม.ก็ต้องไปทั้งหมด หากตัดสินว่าพล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อได้ ก็จะเหลือแค่ประเด็นเดียวก็คือจะอยู่ได้อีกกี่ปี จะครบปี 68 หรือ ปี 70

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน