วันที่ 30 ก.ย.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตีความคำร้องของส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน กรณีการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่

หลังคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้อง และมีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง รับไว้วินิจฉัย อีกทั้งยังมีมติ 5 ต่อ 4 เสียง ให้ พล.อ.ประยุทธ์หยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.2565 จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย

ตลอดเวลากว่าเดือนที่ผ่านมา หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ลำดับที่ 1 ทำหน้าที่รักษาราชการแทนนายกฯ

หน้าที่ของพล.อ.ประวิตรที่รักษาการแทนพล.อ.ประยุทธ์นั้น เหมือนนายกฯ ทุกอย่าง

การที่พล.อ.ประวิตรรักษาราชการแทนนายกฯ แม้สภาพโดยรวมของประเทศยังคงอยู่ในระบอบ และเครือข่ายอำนาจกลุ่มเดิม แต่บรรยากาศ บ้านเมือง สังคม และประชาชนกลับรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นในช่วงตลอด 1 เดือนเศษ

การบริหารและขับเคลื่อนประเทศยังเป็นไปอย่างปกติ การประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติอนุมัติ และเห็นชอบเรื่องต่างๆ ก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยเช่นกัน

รวมถึงการแต่งตั้งข้าราชการในกองทัพ กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เพื่อทดแทนคนเก่าที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. สิ้นปีงบประมาณ โดยเฉพาะการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ก็เป็นไปอย่าง ราบรื่น

เป็นบรรยากาศในช่วงเดือนเศษ ที่ประชาชนและสังคมโดยรวมรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นในรอบ 8 ปี

สำหรับผลวินิจฉัยตีความของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าจะ เป็นเช่นไร รวมไปถึงไม่สามารถก้าวล่วงคำตัดสินชี้ขาดได้

ซึ่งที่ผ่านมามีการคาดการณ์และวิเคราะห์ หากการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์สิ้น สุดลง ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันให้รัฐสภาเลือกนายกฯ ใหม่ในบัญชีที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ หากไม่ได้ก็เลือกบุคคลจากนอกบัญชี

แต่ถ้าการดำรงตำแหน่งนายกฯ 8 ปียังไม่สิ้นสุดลง พล.อ.ประยุทธ์ก็จะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ตามเดิม แต่สภาพบรรยากาศ การผ่อนคลายต่างๆ จะเป็นไปอีกแบบ ความขัดแย้งและปัญหาต่างๆ จะพัฒนาไปสู่อะไรหรือไม่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกของประชาชน ซึ่งรับรู้มาตลอดว่าพล.อ.ประยุทธ์เป็น นายกฯ เกิน 8 ปีแล้ว และต้องการความเปลี่ยนแปลง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน