คําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ “ประยุทธ์ 8 ปี” เริ่มนับจากวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ที่จริงไม่ผิดคาด และมีเหตุผลทางกฎหมาย
แต่ความไม่ชอบธรรมทางการเมือง เนื่องจากรัฐประหาร สืบทอดอำนาจ และใช้อำนาจกดขี่บีฑา ทำให้เกิดแรงต้านทั้งฝ่ายค้าน นักวิชาการ อาจารย์กฎหมาย ประชาสังคม (กระทั่งจตุพร-พันธมิตร หลอมรวมกันได้)
ทำให้โจทย์กฎหมายง่ายๆ “กฎหมายมีผลใช้บังคับนับ แต่วันประกาศใช้” ซับซ้อนขึ้นทันใด ใช้เวลายืดเยื้อ 38 วัน ตอบอย่างไรสังคมก็ไม่ยอมรับ นอกจากตกเก้าอี้สถานเดียว
8 ปีเริ่มนับเมื่อไหร่ นับตามจริงหรือนับเพื่อใช้กฎหมาย ถ้านับตามจริงเด็กอมมือก็ตอบได้ แต่ถ้านับเพื่อใช้กฎหมาย ก็ต้องนับเมื่อมีกฎหมาย นี่เป็นหลักทั่วไป และเป็น common sense ทางกฎหมาย
สมมติเช่น เป็นประธานบริษัทมา 2 ปี กรรมการออกระเบียบใหม่ ต่อไปเป็นได้แค่ 4 ปี นับเมื่อไหร่ ก็นับตั้งแต่วันออกระเบียบใหม่
หรือเป็นข้าราชการ ตำแหน่ง ผอ. มีกฎใหม่เป็นได้ 4 ปี ก็นับตั้งแต่วันที่มีกฎใหม่ ศาลแพ่ง ศาลปกครองใช้ common sense เช่นนี้
สมมติประเทศสารขัณฑ์ มีนายกฯ จากเลือกตั้งโดยชอบธรรม เป็นมา 3 ปี มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดย ส.ส.ร. กำหนดให้นายกฯ ดำรงตำแหน่งได้ 8 ปี จะเริ่มนับเมื่อไหร่
ในทางปฏิบัติ สังคมจะถกเถียงตั้งแต่ตอนร่าง นับย้อนหลังไหม นับไม่นับก็ต้องเขียนในบทเฉพาะกาล (ไม่ใช่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว ส.ส.ร.มาตั้งวงกินข้าวเบิกเบี้ยประชุมเพิ่มคำอธิบายภายหลัง)
ว่าโดยหลักกฎหมาย หลักความชอบธรรมเป็นธรรม ทั้งนักกฎหมายและสังคมส่วนใหญ่จะเห็นพ้องต้องนับใหม่ กฎเกณฑ์ที่กำหนดใหม่ไม่ควรกระทบผู้ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อน
แต่นั่นไม่ใช่ประยุทธ์ เพราะประยุทธ์ไม่ชอบธรรมตั้งแต่ วันแรก ไม่ชอบธรรมแม้แต่วันเดียว รัฐธรรมนูญก็ถูกยัดเยียด ประชาชนไม่มีส่วนร่วม ไม่สามารถตั้งคำถามไม่มีการถกเถียง กรธ.ทำงานแบบลวกๆ ทิ้งปมไว้เลี้ยงข้าวต้มกันภายหลัง
อันที่จริงถ้าเทียบใกล้เคียง ก็มีกรณีประธานศาลปกครองสูงสุด แก้กฎหมายเมื่อปี 60 ให้มีวาระสี่ปี แต่เขียนบทเฉพาะกาลชัด ให้เริ่มนับใหม่ตั้งแต่กฎหมายประกาศใช้ 26 กันยา 60 ปิยะ ปะตังทา ซึ่งเป็นประธานตั้งแต่ปี 59 จึงครบวาระเมื่อ 26 กันยา 64
ประยุทธ์เป็น “นายกฯ เถื่อน” ไหม เป็นครับ เป็นนายกฯ เถื่อนจากรัฐประหาร 22 พฤษภา 57 เขียนรัฐธรรมนูญเอง ตั้งสภาโหวตตัวเองเป็นนายกฯ จาก 24 สิงหา 57 ถึง 6 เมษา 60 ประยุทธ์เป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญเถื่อน กระทั่ง 6 เมษา 60 ประยุทธ์จึงเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 เข้ามาอยู่ใต้ กฎเกณฑ์ใหม่ที่ให้เป็นนายกฯ ได้ 8 ปี
หลักกฎหมายตอบได้จำกัดแค่นี้ หลักกฎหมายไม่สามารถตอบสนองทางการเมืองทุกเรื่อง ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นตุลาการภิวัตน์ ส่วนที่เหลือคือการต่อสู้ของพรรคการเมืองและประชาชน ซึ่งถ้ากฎหมายตรงไปตรงมาทุกเรื่อง ก็ไม่เป็นปัญหา ปัญหาคือความไม่ตรงไปตรงมา (ตรงเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์กับรัฐบาล) ทำให้คนไม่เชื่อมั่น ไม่เชื่อถือ
จนกระทั่งไม่เชื่อถือคำวินิจฉัยครั้งนี้ ซึ่งก่อนวินิจฉัยก็ไม่มีใครกล้าคาดเดาว่าผลจะออกมาอย่างไร เช่นแม้ผมเข้าใจเหตุผลทางกฎหมาย ว่าต้องนับจาก 60 แม้เห็นคำให้การมีชัย ก็ยังไม่แน่ใจว่าคำวินิจฉัยจะเป็นไปตามหลักกฎหมาย คนส่วนใหญ่ยังมองเหตุผลทางการเมือง เช่น บางคนมองว่าเพื่อประโยชน์ของฝ่ายอนุรักษนิยม ตัดหางประยุทธ์เสียเถอะ หรือเอานะเพื่อประนี ประนอมกันให้ประยุทธ์อยู่ต่ออีกหน่อย ยุบสภาแล้ววางมือ หรือถ้าอำนาจดันทุรังเขาคงให้อยู่ถึงปี 70 บลาๆๆ
อย่างไรก็ดี ผลพลอยได้จากศาลรัฐธรรมนูญแม้ประยุทธ์ กลับมาคือ คำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ 38 วัน ซึ่งทำให้การเมืองเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ 38 วัน ประเทศมูฟออน รัฐบาลมูฟออน พรรคร่วมฯ มูฟออน มองไปข้างหน้าสู่เลือกตั้ง ประยุทธ์ ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ประยุทธ์กลายเป็นส่วนเกิน ประยุทธ์ไม่กลับไม่มีใครเดือดร้อน ประยุทธ์กลับมากลายเป็นภาระรุงรัง
8 ปี 4 เดือนของประยุทธ์ หายวับไปในความว่างเปล่า 38 วัน กลับมาอย่างกร่อยๆ เหลืออำนาจฉุกเฉินให้ใช้แค่ไม่กี่ชั่วโมง วันรุ่งขึ้น ข้าราชการก็เปลี่ยน ตำรวจทหารเปลี่ยน
การอยู่ได้ถึงปี 68 ในทางการเมืองจึงมีความหมายแค่กลับมา ยุบสภาหลังประชุมเอเปก แล้วไม่สามารถเป็นแคนดิเดตนายกฯ อีก พรรคไหนยังอยากส่งคนเป็นนายกฯ ได้แค่ 2 ปี ถ้าสำนึกตัว ก็ควรวางมือ ปล่อยให้ประเทศเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ขั้วอำนาจหาลู่ทางประนีประนอม
คำถามสำคัญ อำนาจอนุรักษ์จะยอมประนีประนอมกับสังคมไหม หรือหวังให้ประยุทธ์กลับมาแข็งกร้าวเป็นศูนย์กลางอำนาจนิยมอีก
แต่ยิ่งแข็งกร้าวแบบประยุทธ์ยิ่งแพ้เลือกตั้ง องคาพยพต่างๆ ก็เสื่อม 250 ส.ว.เจอทั้งเพื่อนนายหน้าค้าอาวุธ ทั้งกิ๊ก ส.ต.ท. หลังเลือกตั้งครั้งหน้า ประยุทธ์อยู่ได้อีก 2 ปี 250 ส.ว.อยู่ได้อีกปีเดียว จะดันทุรังต่ออย่างไร
คำวินิจฉัยให้ประยุทธ์อยู่ได้ถึงปี 68 จึงไม่เป็นจริงในทาง การเมือง อยู่ได้ครบวาระก็บุญ ภายใต้แรงกดดันยุบสภาแล้ววางมือ
ใบตองแห้ง