ธอส.เตรียมนำเทคโนโลยีมาใช้เต็มสูบ พร้อมผุดธุรกิจใหม่ ปรับปรุงบ้านเก่าขาย หวังขายไว ช่วยลดภาระตั้งสำรอง คาดปีนี้ปล่อยสินเชื่อตามเป้า 2.2 แสนล้านบาท
นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มปริมาณลูกค้า โดยเฉพาะในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น และในเร็วๆ นี้ ธอส.จะเพิ่มบริการดิจิทัล โดยเสนอแผนการไปยังคณะกรรมการธนาคารพิจารณาแล้ว เรียกว่า เอ็นทูเอ็น โพรเซส “End-to-end Process” ประกอบ 3 โมดูลใหญ่ คือ งานด้านระดมทุน ด้านการปล่อยสินเชื่อ ด้านการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ทั้งสินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) และหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)
งานด้านสินเชื่อในอนาคต ลูกค้าสามารถจะเข้าถึงธนาคารผ่านแอพพลิเคชั่นตัวใหม่ ซึ่งเตรียมเปิดให้บริการในเดือนต.ค.นี้ ซึ่งลูกค้าสามารถเข้าถึงธนาคารผ่านโมบายล์ แอพฯ และสามารถคุยกับเจ้าหน้าที่สินเชื่อได้โดยตรง เหมือนคุยกับเจ้าหน้าที่สาขา ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ธนาคารได้ลูกค้าเพิ่มมากขึ้น และช่วยลดขั้นตอนในการขอสินเชื่อของลูกค้า โดยเมื่อยื่นเอกสารผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ แล้ว ก็จะมาธนาคารเพื่อดำเนินการขอสินเชื่อได้ ซึ่งทางธนาคารจะมีระบบการประเมินที่อยู่อาศัยได้ทันที
ทั้งนี้หากธนาคารใช้แอพฯ จะทำให้สามารถติดต่อลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ลูกค้าสามารถรับรู้การออกโปรดักต์ใหม่ การทำรีไฟแนนซ์ หรือมีมาตรการเสริมต่างๆ ได้ตลอดเวลา เพราะทุกอย่างจะทำงานอยู่บนระบบดิจิทัล สำหรับแอพฯ ใหม่มีชื่อว่า GHB ALL GEN โดยลูกค้าแอพฯ GHB ALL ที่มีกว่า 1,000,000 คน จะต้องโอนย้ายมาใช้แอพฯ ใหม่
นายฉัตรชัยกล่าวต่อว่า ในส่วนของงานด้านการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (เอ็นพีเอ) ในแอพฯ ใหม่ จะมีการนำเสนอสินทรัพย์เอ็นพีเอในรูปแบบแค็ตตาล็อกที่ลูกค้าสามารถเลือกซื้อได้ทันที นอกจากนี้ธนาคารเตรียมทำธุรกิจใหม่สำหรับบ้านเอ็นพีเอ โดยจะมีการปรับปรุงก่อนขาย (รีโนเวต) ด้วย แบ่งออกเป็น 7 เกรด ไม่ได้มุ่งกำไร แต่ต้องการขายได้เร็ว เพื่อลดภาระตั้งสำรอง ส่วนจะมีทรัพย์สินที่รีโนเวตจำนวนเท่าไหร่ ธนาคารอยู่ระหว่างการทำแผน โดยขณะนี้เริ่มทดลองนำร่องไปบ้างแล้ว
ส่วนภารกิจด้านการระดมทุนจะหลากหลายมากขึ้น เช่น ออกพันธบัตรกรีน หรือเพื่อสังคมเพิ่มมากขึ้น สำหรับปี 2565 ธนาคารตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่ออยู่ที่ 226,000 ล้านบาท ส่วนปี 2566 ตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่ 3%