ในรอบเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ฟุตบอลเบลเยียมกลายเป็นที่จับตามองอย่างมาก ด้วยผลงานยอดเยี่ยมของทีมชาติ และความโดดเด่นของเหล่านักเตะที่ล้วนฝีเท้าเลิศเลอ
เบลเยียมเปลี่ยนโฉมจากทีมที่ไม่ได้ร่วมรอบสุดท้ายทัวร์นาเมนต์ใหญ่เลยในช่วงปี 2004-12 กลายมาเป็นทีมที่เข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศเป็นอย่างน้อยทั้งในฟุตบอลโลกและฟุตบอลยูโรติดกัน 4 ทัวร์นาเมนต์แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น เบลเยียมยังทำได้ยอดเยี่ยมถึงขั้นคว้าอันดับ 3 ฟุตบอลโลก 2018 และครองเบอร์ 1 จากการจัดอันดับของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) อยู่นานหลายเดือน
ช่วงเวลายุคทองนี้ เบลเยียมมีนักเตะชื่อก้องโลกอย่าง โรเมลู ลูกากู, เอเดน อาซาร์, เควิน เดอ บรอยน์, มารูยาน เฟลไลนี, อักเซล วิตเซล, แว็งซ็องต์ ก็องปานี, ยาน แฟร์ตองเกน และอีกหลายคน เป็นแกนหลักที่ทำให้ทีมแกร่งทั่วแผ่น แม้แต่ตำแหน่งผู้รักษาประตูก็ยังเป็นจอมหนึบอย่าง ธิโบต์ กูร์กตัวส์
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่นักเตะอายุมากขึ้นทุกวัน ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่าฟุตบอลเบลเยียมน่าจะถดถอยลงไปอีกครั้งหากพ้นยุคทองไปแล้ว ซึ่งต้องบอกเลยว่าถ้าใครกำลังคิดแบบนี้อยู่ขอให้คิดดูใหม่
ในทีมชาติเบลเยียมเวลานี้มีนักเตะสายเลือดใหม่อย่าง เฌเรมี โดกู, อัลแบร์ ซ็องบี โลกงกา, ชาร์ลส์ เดอ เคเตลาเรอ, ยูรี ตีเลอมันส์, เลอันโดร ตรอสซาร์ด, อเล็กซิส ซาเลอมาเกอร์ส, ติโมธี กาสตัญ ก้าวขึ้นมาพร้อมทดแทนนักเตะรุ่นเดิมแล้ว

ขณะที่ฟุตบอลสโมสร ใครจะเชื่อว่าฤดูกาลนี้ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ผ่านรอบแบ่งกลุ่มมา 3 นัด คลับ บรูช จะคว่ำคู่แข่งชื่อดังอย่างไบเออร์ เลเวอร์คูเซน, ปอร์โต และแอตเลติโก มาดริด ทำให้มี 9 คะแนนเต็ม นำจ่าฝูงและจ่อเข้ารอบน็อกเอาต์เต็มที
ส่วนถ้วยรองอย่างยูฟ่า ยูโรปา ลีก อูนิยง แซงต์-ชิลลัวส์ ก็ชนะ 2 เกมแรกในรอบแบ่งกลุ่ม ทำให้มี 6 คะแนนเต็ม โอกาสเข้ารอบถือว่าสูงเช่นกัน และยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก อันเดอร์เลชต์และเกนต์ต่างก็ยังไม่แพ้ใครเลยใน 2 เกมแรก เรียกว่าแต่ละทีมผลงานโดดเด่นเหลือเชื่อ
ที่ฟุตบอลเบลเยียมก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ต้องยกความดีความชอบให้แผนการปฏิรูปซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นยุค 2000 ภายใต้การบัญชาของ มิเชล ซาบลอน อดีตผู้อำนวยการเทคนิคสมาคมฟุตบอลเบลเยียม
ซาบลอนที่เคยเป็นทีมงานผู้ฝึกสอนทีมชาติมาก่อนด้วยนั้น ตัดสินใจเปลี่ยนแนวทางฟุตบอลเบลเยียมด้วยการปลูกฝังระบบ 4-3-3 ตั้งแต่ระดับเยาวชน ซึ่งเป็นเรื่องแปลกสำหรับยุคนั้นที่ทีมส่วนใหญ่จะใช้แผน 4-4-2

โดยซาบลอนให้เหตุผลว่าต้องการเปลี่ยนฟุตบอลของเบลเยียมมาเล่นเกมรุก เพราะในอดีตเบลเยียมเป็นทีมที่ค่อนข้างเน้นเกมรับมากกว่า ซึ่งแผน 4-3-3 ตนมองว่าจะสามารถเปลี่ยนสภาพรุก-รับได้รวดเร็ว และนักเตะทุกคนจะช่วยกันเล่นมากขึ้น ไม่ปล่อยให้ภาระไปตกกับตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง
นอกจากนี้ ซาบลอนยังใส่ใจเรื่องการเสริมสร้างเทคนิคเฉพาะตัว ให้เยาวชนฝึกเลี้ยงบอลเผชิญคู่แข่งแบบตัวต่อตัวเพื่อเพิ่มพูนทักษะการเอาตัวรอดในสนาม รวมถึงยังอนุมัติให้สมาคมฟุตบอลสร้างศูนย์ฝึกฝนฟุตบอลที่มีความทันสมัย และมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับสถาบันต่างๆ
ส่วนทางสมาคมเองก็ช่วยดำเนินแผนการปฏิรูปฟุตบอลของชาติ ด้วยการส่งเสริมให้ชาวเบลเยียมหันมาเล่นฟุตบอลมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง ซึ่งนั่นส่งผลให้ประชาชนสนใจกีฬาชนิดนี้ และช่วยกันสนับสนุนทีมชาติยิ่งขึ้นไปอีก
เบลเยียมลงทุนกับฟุตบอลไปมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ต้องบอกว่าผลตอบแทนคุ้มค่าทั้งสำหรับปัจจุบันและอนาคต ตอนนี้ทั้งทีมชาติและทีมสโมสรเบลเยียมไม่ใช่หมูสนามให้ใครเคี้ยวเล่นอีกต่อไป แถมยังมี แนวโน้มจะแกร่งขึ้นไปอีกเรื่อยๆ
พูดได้เลยว่ายุคทองของฟุตบอลเบลเยียมไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ และจะยังไม่จบลงภายในเร็ววันนี้ด้วย ไม่แน่ว่าในอนาคตเบลเยียมอาจก้าวไปไกลถึงขั้นคว้าแชมป์รายการใหญ่ได้สำเร็จเสียที